D-HOUSE คือ นักวิจัย: นักวิจัย กลุ่มโครงการ PPP ประชารัฐ ภาคเอกชน ประธาน คือ ดร.สมัย เหมมั่น บริหารสินทรัพย์ DHG โครงการ อุตสาหกรรมเมืองมหาชัย กลุ่ม อุตสาหกรรมเมืองมหาชัยและอสังหาริมทรัพย์ จำกัด
เศรษฐกิจและธุรกิจไทยจะปรับตัวอย่างไร? เมื่อ 10 ปีข้างหน้า
เศรษฐกิจและธุรกิจไทยจะปรับตัวอย่างไร? เมื่อ 10 ปีข้างหน้า สังคมจะ ...https://www.dop.go.th › know
Translate this page
ที่ผ่านมาโครงสร้างประชากรเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กำหนดรูปแบบการเติบโตของประเทศทั้งจาก ... เป็นยุคแห่งการลงทุน (Investment boom) เพราะเศรษฐกิจไทยมีการลงทุนในสัดส่วนสูง ... ซึ่งสอดคล้องกับทั้งพฤติกรรมการบริโภคของกลุ่มผู้สูงอายุที่บริโภคสินค้าในกลุ่มนี้ลดลง ...
โครงการ ซีเนียร์คอมเพล็กซ์ เมืองไทยเพิ่มสุข
เพื่อสมาชิกสหกรณ์และประชาชนชาวไทยผู้ยากไร้
(ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง)
โครงการเพื่อสมาชิกสหกรณ์และประชาชนชาวไทยผู้ยากไร้ และข้าราชการบำนาญทุกหน่วยงานพร้อมด้วยประชาชนทั่วไป เป็นโครงการที่ประกอบด้วยโครงการประเภทบ้านเดี่ยว สำหรับผู้มีกำลังซื้อมาก และประเภทคอนโดมิเนียม แบบโลว์ไรส์สูงไม่เกิน 8 ชั้นสถานที่ก่อสร้างที่ตั้งโครงการ ในทุก 77 จังหวัด จำนวน 880 unit ต่อโครงการ จำหน่ายราคาเริ่มต้น 1.5 ล้าน ถึง 4.5 ล้าน จำนวนพื้นที่ห้อง 30 ตารางเมตรถึง 60 ตารางเมตร เริ่มต้นและบริการฟรีให้กับผู้ด้อยโอกาสที่ขาดการดูแลอีก 20% สุทธิและการบริการนิติบุคคลประกอบด้วย ศูนย์รักษาสุขภาพ และนันทนาการ 20 กิจกรรมให้บริการสำหรับผู้สูงวัย
ดร. สมัย เหมมั่น เป็นผู้ประกอบกิจการในธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ โดยมีผลงานในการก่อสร้าง และพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เป็นจำนวนมาก เนื่องด้วยบริษัทฯ เป็นผู้ประกอบกิจการในจังหวัดนครปฐม และได้เล็งเห็นว่ารัฐบาลกำลังผลักดันและดำเนินโครงการประชารัฐด้านต่าง ๆเป็นจำนวนมาก บริษัทฯจึงมีความประสงค์ที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาด้านดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเฉพาะด้านโดยเฉพาะการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัย
ลักษณะโครงการ ประกอบด้วย 3 ส่วน
ส่วนที่ 1 เป็นที่พักสำหรับผู้สูงอายุ Active เปิดบริการจำนวน 880 unit บ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียม
ส่วนที่ 2 เป็นที่พัก บริการผู้สูงอายุ เนอร์สซิ่งโฮม และศูนย์สุขภาพ
ส่วนที่ 3 เป็น Compact จัดไว้ สำหรับผู้สูงอายุ Active สามารถรองรับ สมาชิกได้ถึง 1600 คน
บริหารการจัดการโดย ดร.สมัย เหมมั่น ผู้ได้รับนโยบายจากกระทรวงพัฒนาสังคมฯ กรมกิจการผู้สูงอายุ พร้อมคู่มือการบริการที่ทันสมัยและพร้อมให้บริการแบบมืออาชีพ ภาคเอกชนร่วมกันเปิดโครงการก่อสร้างบ้านเพื่อผู้สูงวัยหลังเกษียณของสมาชิกครูและข้าราชการบำนาญ
แผนงานการก่อสร้าง แบ่งเป็น 5 ระยะ
ระยะที่ 1 แผนงาน สร้างโมเดลโครงการ 7 จังหวัด ดังนี้
1.จังหวัด สงขลา อ. หาดใหญ่ จำนวน 1,680 หน่วย อำเภอ หาดใหญ่ จังหวัด สงขลา เนื้อที่โครงการ 100 ไร่ (โครงการทะเลเพิ่มสุข) ประมาณการโครงการ 2,520,000,000. บาท
2.จังหวัด เพชรบูรณ์ จำนวน 1,680 หน่วย อ.หล่มสัก-อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ เนื้อที่โครงการ 200 ไร่ (มายโอโซนเพิ่มสุข) ประมาณการโครงการ 2,520,000,000. บาท
3.จังหวัด นครราชสีมา จำนวน 1,680 หน่วย ต.วังไทร อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เนื้อที่โครงการ 60 ไร่
(มายโอโซนเพิ่มสุข) ประมาณการโครงการ 2,520,000,000. บาท
4.จังหวัด อุทัยธานี จำนวน 1,680 อ.เมือง จ.อุทัยธานี เนื้อที่โครงการ 150 ไร่ (มายโอโซนเพิ่มสุข)
ประมาณการโครงการ 2,520,000,000. บาท
5.จังหวัด นนทบุรี จำนวน 1,680 หน่วย อ.บางใหญ่-อ.ไทรน้อย จ. นนทบุรีเนื้อที่โครงการ 30 ไร่ (วิลเลคโอโซนเพิ่มสุข) ประมาณการโครงการ 3,320,000,000. บาท
6.จังหวัด สระบุรี น้ำตกเจ็ดสาวน้อย จำนวน 1,680 หน่วย อ.แก่งคอย-อ.หน้าพระลาน จ.สระบุรีเนื้อที่โครงการ 80 ไร่ (มายโอโซนเพิ่มสุข) ประมาณการโครงการ 2,520,000,000. บาท
7.จังหวัด นครปฐม บ้านเดียวและคอนโดมิเนียม จำนวน 1,680 หน่วย อ.สามพราน จ.นครปฐม เนื้อที่โครงการ 98 ไร่ (พุทธมณฑลสาย 4) ประมาณการโครงการ 5,520,000,000. บาท
รวมงบประมาณ ทั้งสิ้น 21,440,000,000. บาท
ระยะที่ 2 แผนงาน สร้างเชิงรุก โครงการ 18 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ระยะที่ 3 แผนงาน สร้างเชิงรุก โครงการ 18 จังหวัด ภาคเหนือ
ระยะที่ 4 แผนงาน สร้างเชิงรุก โครงการ 18 จังหวัด ภาคกลาง
ระยะที่ 5 แผนงาน สร้างเชิงรุก โครงการ 16 จังหวัด ภาคใต้
ดร. สมัย เหมมั่น เป็นผู้ประกอบกิจการในธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ โดยมีผลงานในการก่อสร้าง และพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มากด้วยประสบการณ์ ดำเนินการพัฒนาโครงการเพื่อผู้สูงวัยพร้อมให้การบริการเป็นอย่างดีและทั่วถึงในการให้บริการ
ดร.สมัย เหมมั่น
ประธานโครงการ
คณะบริหารโครงการ
ดร. กิตศักดิ์ ประธารบริหารโครงการพัฒนาเขตเศษรฐกิจพิเพศ
ดร.สมัย เหมมั่น ประธานโครงการ ซีเนี่ยคอมเพ็ลกซ์
นาย ชัยวุฒิ แสงมณี ที่ปรึกษาโครงการด้านการเงิน
นาย ชิตโชค สิงหรา ที่ปรึกษาโครงการด้านกฎหมาย
สมาคมตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หนองเสือ ที่ปรึกษาปรัชญา
D – HOUSE GROUP กลุ่มนักวิจัยและแผนธุรกิจโครงการ
บริษัท ไทยเพิ่มสุข จำกัด บริหารโครงการ
บริษัท ระนองเพิ่มสุข จำกัด บริหารการก่อสร้าง
บริษัท ไทยซีเนียร์คอมเพล็กซ์ จำกัด บริหารงานก่อสร้าง
บริษัท อุตสาหกรรมเมืองมหาชัยและอสังหาริมทรัพย์ จำกัด บริหารงานนิติบุคคล
และคณะ บริหารร่วมบริษัท ร่วมค้า ดังนี้
1.พลโท สัมพันธ์ ศรีราชบัวผัน ประธานบริหาร ฝ่ายก่อสร้าง บริษัท ร่วมค้าไทย+จีน
2.นาย อัครพงษ์ วงศ์จินดาโชติ ประธานบริหาร ฝ่ายการเงินการลงทุน บริษัท ร่วมค้าไทย+สิงคโปร์
3.นส.ธัญญาภัทร์ ปัญญา รองประธานบริหาร ฝ่ายการเงินการลงทุน บริษัท ร่วมค้าไทย+สิงคโปร์
4.นาย มูซา สุนหลัก ประธานบริหาร ฝ่ายการเงินการลงทุน บริษัท กระบี่เพิ่มสุข กรุ๊ป จำกัด...
“วิสัยทัศน์”
มุ่งมั่นให้บริการอย่างมืออาชีพ
ด้วยพนักงานคุณภาพ ผลงานมาตรฐาน
เพื่อให้บริการแก่ผู้ยากไร้อย่างจิตอาสา
ตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้า เสร็จตามเป้าหมาย
ใช้เทคโนโลยีทันสมัยและก้าวหน้า
มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
พันธกิจ
“สร้างเพื่อความแข็งแกร่ง เรามุ่งมั่นพัฒนาสู่การเป็นสถาบันก่อสร้างที่แข็งแกร่ง”
“สร้างเพื่อพันธมิตรทางธุรกิจ เรามุ่งมั่นเพื่อเป็นผู้รับเหมาหลัก ที่ผู้รับเหมารายย่อยและคู่ค้าเลือกด้วยความเชื่อมั่น และไว้วางใจยินดีพร้อมก้าวหน้าไปด้วยกัน”
“สร้างงาน เรามุ่งมั่นสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นประสิทธิภาพ เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้พร้อมนำศักยภาพที่ดีที่สุดของตนเองมาใช้”
“สร้างเพื่อสังคม เรามุ่งมั่นมอบผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุดให้กับผู้ถือหุ้นด้วยการยึดหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจ และสร้างสรรค์สังคมการเติบโตอย่างยั่งยืน”
“สร้างเพื่อชุมชนและสังคม เรามุ่งมั่นเพื่อสนับสนุน และเสริมสร้างสิ่งที่ดีสู่ชุมชน และสังคมและความเท่าเทียมของสังคม ให้ได้รับการบริการที่ดี”
หลักการและเหตุผลของโครงการ
เศรษฐศาสตร์จุลภาคและเศรษฐศาสตร์มหาภาค มีผลต่อการเขียนแผนธุรกิจ ซีเนียร์คอมเพล็กซ์ เมืองไทยเพิ่มสุข ความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐศาสตร์กับภูมิศาสตร์เศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่ในประเทศไทย ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการครองชีพของมนุษย์ ทรัพยากรธรรมชาติ การผลิต การใช้ และการกระจายของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยะกรรม การคมนาคมขนส่ง การค้าระหว่างประเทศ และการบริการแก่ประชาชนในดินแดนต่างๆของโลก โดยมีความสัมพันธ์กับเศรษฐศาสตร์ซึ่งเป็นวิชาที่ศึกษาถึงวิธีการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด เพื่อผลิตสินค้าและบริการต่าง ๆ สนองความต้องการของมนุษย์ซึ่งโดยทั่วไปมีความต้องการไม่จำกัดในด้านต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้
1.ความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมที่มีต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจประกอบด้วย
1.1 ลักษณะภูมิประเทศ หมายถึง ลักษณะทางกายภาพของแผ่นดิน ความสูงต่ำของผิวโลก ที่ราบลุ่มแม่น้ำ
1.2 ลักษณะภูมิอากาศ หมายถึง ลักษณะอากาศประจำถิ่นในช่วงระยะเวลาหนึ่งซึ่งมีอิทธิพลต่อปัจจัย 4 ของมนุษย์
2. กิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก แบ่งเป็น
2.1 กิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบเลี้ยงตนเอง (Subsistence Economic Activities) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เศรษฐกิจแบบยังชีพ (Subsistence Economy) หมายถึง ชีวิตความเป็นอยู่แบบง่าย ๆ ไม่สลับซับซ้อน
2.2 กิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบการค้า หมายถึง สังคมที่สลับซับซ้อน เป็นลักษณะของประเทศส่วนใหญ่ในโลกรวมทั้งไทยในปัจจุบัน เศรษฐศาสตร์กับภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น เศรษฐศาสตร์เป็นแขนงหนึ่งของสังคมศาสตร์ ซึ่งว่าด้วยกิจกรรมของมนุษย์ ความขาดแคลนทรัพยากรและปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (ผลิตอะไร อย่างไร เพื่อใคร) ที่เกิดขึ้นในสังคมทำให้แต่ละสังคมต้องหาวิธีการแก้ไขเศรษฐศาสตร์จึงเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาหนทางในการจัดสรรทรัพยากรหรือปัจจัยการผลิต (ที่ดิน ทุน แรงงาน และการประกอบการ) ที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เศรษฐศาสตร์ (Economics) หมายถึง วิชาที่ศึกษาถึงวิธีการจัดสรรทรัพยากรอันมีอยู่จำกัด เพื่อผลิตสินค้าและบริการต่างๆในการสนองความต้องการของมนุษย์ซึ่งมีไม่จำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด คริสต์ศตวรรษที่ 18 การศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์อย่างเป็นแบบแผนได้เริ่มขึ้น โดยผู้วางรากฐานและได้รับการยกย่องว่าเป็น ”บิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์” คือ อดัม สมิท นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ โดยหนังสือชื่อ ความมั่งคั่งของประชาชาติ (The Wealth of Nations) ที่เขียนขึ้นในปี ค.ศ.1776 (พ.ศ.2319) ถือเป็นตำราเศรษฐศาสตร์เล่มแรกและยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกมาจนถึงยุคปัจจุบัน เศรษฐศาสตร์จุลภาค หมายถึง การศึกษาพฤติกรรมทางเศรษฐกิจในระดับหน่วย หรือระดับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือหน่วยงานการผลิตแต่ละกลุ่มหน่วยใดหน่วยหนึ่งหรือ เฉพาะบุคคล หรือหน่วยงานการผลิต ซึ่งแต่ละกลุ่มเกี่ยวกับส่วนย่อย ๆของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งได้แก่ หน่วยครัวเรือน หน่วยธุรกิจ และ หน่วยรัฐบาล เศรษฐศาสตร์มหาภาค หมายถึง การศึกษาพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของทั้งระบบโดยรวม ได้แก่ รายได้ประชาติ ภาวะเงินเฟ้อ เงินฝืด การออม การลงทุน การจ้างงาน และการบริโภค รวมถึงการคลัง การค้าระหว่างประเทศและดุลการชำระเงิน การพัฒนาเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์มหาภาค มีเนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับรายได้และการจ้างงาน ในอดีตจึงเรียกว่า ทฤษฎีรายได้และการจ้างงาน
สรุป เศรษฐศาสตร์จุลภาคเป็นการศึกษากิจกรรมทางเศรษฐกิจของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล แตกต่างจากเศรษฐศาสตร์มหาภาค ที่ศึกษากิจกรรมทางเศรษฐกิจระดับประเทศและระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ของเศรษฐศาสตร์กับภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการครองชีพของมนุษย์ ทรัพยากรธรรมชาติ การผลิต การใช้ และ การกระจายของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยะกรรม การคมนาคมขนส่ง การค้าระหว่างประเทศ และการบริการแก่ประชาชนในดินแดนต่างๆของโลก โดยมีความสัมพันธ์กับเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่ศึกษาถึงวิธีการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด เพื่อผลิตสินค้าและบริการต่างๆสนองความต้องการของมนุษย์ซึ่งโดยทั่วไปมีความต้องการไม่จำกัดในด้านต่างๆ สรุปได้ดังนี้
1. ความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมที่มีต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วย
1.1 ลักษณะภูมิประเทศ หมายถึง ลักษณะทางกายภาพของแผ่นดิน ความสูงต่ำของผิวโลก ที่ราบลุ่มแม่น้ำมีความอุดมสมบูรณ์จะเหมาะสมกับการตั้งถิ่นฐาน การคมนาคมขนส่งสะดวก แต่ไม่ปลอดภัยจากการรุกราน แต่ที่ราบสูง ภูเขา จะ แห้งแล้ง การคมนาคมขนส่งไม่สะดวก ไม่เหมาะกับการตั้งถิ่นฐาน แต่ปลอดภัยจากการรุกราน บริเวณที่ติดทะเลก็จะมีการประกอบอาชีพเกี่ยวกับทะเล เป็นต้น
1.2 ลักษณะภูมิอากาศ หมายถึง ลักษณะอากาศประจำถิ่นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งมีอิทธิพลต่อปัจจัย 4 ของมนุษย์ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค รวมทั้งการประกอบกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ในเขตต่างๆ ของโลก เช่น เขตร้อนส่วนใหญ่ปลูกข้าวเจ้า ใส่เสื้อผ้าบาง มีฝนตกชุก ซึ่งมักจะปลูกอาคารบ้านเรือนมีหลังคาชันเพื่อใต้ถุนสูง เพื่อให้น้ำฝนไหลสะดวกและไม่ขังบริเวณใต้ถุนบ้าน สำหรับกิจกรรมของประชากรส่วนใหญ่จะอาศัยลักษณะลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศเข้าช่วย เช่น การทำนาข้าว ส่วนมากจะทำในฤดูฝน ส่วนการทำนาเกลือ การก่อสร้าง การทาสี ก็จะทำกันในฤดูแล้ง และลักษณะภูมิอากาศยังมีผลต่อสุขภาพและพลังงานในตัวมนุษย์หลายประการ เช่น ประชาชนในเขตร้อนจะเหนื่อยง่าย หอบเร็ว ทำงานไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ มีสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ต่างจากประชากรในเขตหนาวหรือ เขตอบอุ่นจะมีความขยัน อดทน กระตือรือร้นมากกว่า เป็นต้น
2. กิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆของโลก แบ่งเป็น
2.1 กิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบเลี้ยงตนเอง (Subsistence Economic Activities) หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเศรษฐกิจแบบยังชีพ (Subsistence Economy) หมายถึง ชีวิตความเป็นอยู่แบบง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อน เช่น การเก็บหาของป่า การล่าสัตว์ การจับปลา การเพาะปลูก เพื่อการบริโภคเอง ไม่ได้ผลิตเพื่อจำหน่าย ไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี เป็นลักษณะของชุมชนในอดีต หรือชนบทที่ห่างไกลความเจริญ
2.2 กิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบการค้า หมายถึง สังคมที่สลับซับซ้อน เป็นลักษณะของประเทศส่วนใหญ่ในโลก รวมทั้งไทยในปัจจุบัน มนุษย์จะไม่ทำการผลิตสิ่งของที่ตนเองต้องการเองทุกอย่าง แต่จะแบ่งอาชีพกันทำตามความถนัด แล้วนำผลผลิตมาซื้อขายแลกเปลี่ยนกันโดยใช้เงินเป็นสื่อกลาง กิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อการค้า เป็นการประกอบอาชีพเพื่อส่งออกจำหน่ายไปยังภูมิภาคต่างๆของโลก โดยอาศัยระบบการคมนาคมขนส่งให้สินค้าเข้าสู่ตลาดจะนำผลประโยชน์มาสู่สังคมที่เจริญ หรือระบบสังคมที่ซับซ้อน ตลอดจนทั้งเขตชุมชนและเมืองต่างๆทุกแห่งในโลกปัจจุบัน เศรษฐศาสตร์จุลภาคและเศรษฐศาสตร์มหาภาค มีผลต่อการเขียนแผนธุรกิจ ซีเนียร์คอมเพล็กซ์ ไทยเพิ่มสุข
ปัจจุบันนักเศรษฐศาสตร์แยกการศึกษาเศรษฐศาสตร์ออกเป็น 2 สาขาใหญ่ๆ คือ
1.เศรษฐศาสตร์จุลภาค (microeconomics)
เป็นการศึกษาพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของหน่วยเศรษฐกิจใดหน่วยเศรษฐกิจหนึ่ง เช่น การศึกษาพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภครายใดรายหนึ่งว่าจะมีการตัดสินใจในการเลือกบริโภคสินค้าและบริการอย่างไร จำนวนเท่าใด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความพอใจสูงสุดภายใต้ขีดจำกัดของรายได้จำนวนหนึ่ง พฤติกรรมของผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งว่าจะตัดสินใจเลือกผลิตสินค้าอะไร จำนวนเท่าใด ด้วย วิธีการอย่างไร และจะกำหนดราคาเท่าไร จึงจะได้กำไรสูงสุด ศึกษาพฤติกรรมการลงทุน การออมของ บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ศึกษากลไกตลาดและการใช้ระบบราคาเพื่อการจัดสรรสินค้า บริการ และทรัพยากร อื่นๆ จะเห็นได้ว่าเศรษฐศาสตร์จุลภาคส่วนใหญ่จะเป็นการศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับราคาในตลาดแบบต่างๆ นักเศรษฐศาสตร์บางท่านจึงเรียกวิชาเศรษฐศาสตร์อีกชื่อหนึ่งว่า ทฤษฎีราคา (Price Theory)
2.เศรษฐศาสตร์มหาภาค (macroeconomics)
เป็นการศึกษาภาวะเศรษฐกิจโดยส่วนรวม ทั้งระบบเศรษฐกิจหรือทั้งประเทศ อันได้แก่ การผลิตของระบบเศรษฐกิจ การบริโภค การออม และการลงทุนรวมของประชาชน การจ้างงาน ภาวะการเงินและการคลังของประเทศ ฯลฯ เศรษฐศาสตร์มหาภาคโดยทั่วไปจะครอบคลุมหัวข้อต่างๆ เช่น รายได้ประชาชาติ วัฏจักรเศรษฐกิจ เงินเฟ้อและระดับราคา การคลังและหนี้สาธารณะ เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ การเงินและสถาบันการเงิน และเศรษฐศาสตร์การพัฒนา ฯลฯ ความสัมพันธ์ของวิชาเศรษฐศาสตร์กับศาสตร์อื่นๆ เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ในด้านต่างๆ เช่น การเลือกการผลิต การบริโภค การดำรงชีพ และการปฏิบัติต่อบุคคลต่างๆที่อยู่ในสังคมเดียวกันหรือต่างกัน ดังนั้นเศรษฐศาสตร์จึงเป็นวิชาหนึ่งของสังคมศาสตร์ซึ่งเป็นการศึกษาปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในหมู่มนุษย์ที่มีผลมาจากการอยู่รวมกันในสังคมและมีการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน ซึ่งในการศึกษาและการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ตลอดจนการจัดระเบียบวิธีที่เกี่ยวกับมนุษย์จำเป็นที่วิชาเศรษฐศาสตร์ต้องไปเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับวิชาอื่นๆในสังคมศาสตร์ เช่น การบริหารธุรกิจ รัฐศาสตร์ จิตวิทยา ประวัติศาสตร์ นิติศาสตร์ และอื่น ๆ
1.เศรษฐศาสตร์กับการบริหารธุรกิจ มีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือ ในการศึกษาเศรษฐศาสตร์นั้นส่วนหนึ่งจะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ผลิต เช่น การศึกษาทฤษฎีการผลิต ต้นทุนการผลิตและตลาด ฯลฯ จะเห็นได้ว่าแต่ละหัวข้อจะมีความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นกล่าวได้ว่าการบริหารธุรกิจส่วนหนึ่งเป็นการนำความรู้ทางเศรษฐศาสตร์มาประยุกต์ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือให้ได้รับกำไรสูงสุดและธุรกิจเจริญเติบโตก้าวหน้า
2.เศรษฐศาสตร์กับรัฐศาสตร์ มีความสัมพันธ์กันในแง่ที่ว่าแต่ละประเทศจะไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญรุ่งเรืองได้หากประเทศไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง เนื่องจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศไม่มีความมั่นใจจึงชะลอการลงทุนทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย ในทางกลับกันหากนักลงทุนมีความมั่นใจในสถานการณ์ทางการเมือง การลงทุนจะเพิ่มขึ้น ทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าปัญหาการเมืองกับปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาควบคู่กันไม่สามารถแยกจากกันได้ กล่าวคือ จะต้องพัฒนาไปพร้อม ๆ กันประเทศจึงจะมีการพัฒนาอย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพ
3.เศรษฐศาสตร์กับนิติศาสตร์ มีความสัมพันธ์กันในลักษณะที่กฎหมายเป็นกฎเกณฑ์ที่ใช้ควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคม และส่วนหนึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ ดังนั้นหากนักกฎหมายมีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ย่อมจะเป็นผลดีต่อการตราหรือออกใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของประเทศ ในทำนองเดียวกัน เนื่องจากกฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นนักเศรษฐศาสตร์เองจำเป็นจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายด้วย ทั้งนี้เพื่อการใช้กฎหมายในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะได้เป็นไปตามที่มุ่งหวัง
4.เศรษฐศาสตร์กับประวัติศาสตร์ วิชาประวัติศาสตร์เป็นการศึกษาเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งส่วนหนึ่งสามารถใช้เป็นบทเรียนหรือเป็นแนวทางในการวางแผนพัฒนาและแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อย่างน้อยที่สุดประวัติศาสตร์จะเป็นกระจกที่สะท้อนให้เห็นถึงลำดับของเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้น ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อทุกสาขาวิชา รวมทั้งวิชาเศรษฐศาสตร์ด้วย ดังจะเห็นได้จากปัจจุบันได้มีการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของการเรียนการสอนทางด้านเศรษฐศาสตร์ในระดับมหาวิทยาลัย
5.เศรษฐศาสตร์กับจิตวิทยา เนื่องจากวิชาเศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ ดังนั้นความรู้ในด้านจิตวิทยาจึงมีส่วนสำคัญต่อการเรียนรู้ทางเศรษฐศาสตร์ เพราะต่างก็ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ เช่น การจะอธิบายปรากฏการณ์บางอย่างที่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ เช่น การเลือกบริโภคสินค้าของผู้ซื้อ ถ้ามีความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาของมนุษย์ย่อมช่วยให้เข้าใจการกระทำบางอย่างของมนุษย์ได้ ในเวลาเดียวกันนักจิตวิทยาอาจนำความรู้ทางเศรษฐศาสตร์มาอธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ได้
6.เศรษฐศาสตร์กับคณิตศาสตร์และสถิติ สาขาหนึ่งของวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ศึกษากันอยู่ในปัจจุบันคือการศึกษาเศรษฐศาสตร์เชิงปริมาณ ซึ่งเป็นวิชาที่ต้องอาศัยคณิตศาสตร์และสถิติเป็นเครื่องมือในการศึกษาวิเคราะห์เพื่อหาความสัมพันธ์ของตัวแปรทางเศรษฐกิจต่าง ๆ หรือเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ของตัวแปรทางเศรษฐกิจเหล่านั้น
ความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐศาสตร์กับศาสตร์อื่น ๆ
ความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐศาสตร์กับศาสตร์อื่น ๆ เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาทางสังคมศาสตร์ที่ศึกษาถึงพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ดังนั้นจึงมีความสัมพันธ์กับศาสตร์อื่น ๆ มากมายดังต่อไปนี้
1. เศรษฐศาสตร์สัมพันธ์กับรัฐศาสตร์ การเมือง
และกฎหมายอย่างใกล้ชิด ในสมัยก่อนเรียกวิชาเศรษฐศาสตร์ว่า “เศรษฐศาสตร์การเมือง” เพราะการค้าเป็นกิจกรรมต่าง ๆ มักถูกรัฐบาลเข้าแทรกแซงเสมอ แม้กระทั่งในปัจจุบันก็เช่นกัน และมีความสัมพันธ์กับกฎหมายในแง่ที่ว่าการออกกฎหมายบางเรื่องอาจเกิดขึ้นจากการพยายามที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เช่น กฎหมายการค้ากำไรเกินควร กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายค่าแรงขั้นต่ำ เป็นต้น
2. เศรษฐศาสตร์มีความสัมพันธ์กับการบริหารธุรกิจอย่างมาก เพราะในการตัดสินใจของนักธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการเลือกโครงการลงทุน การกำหนดปริมาณการผลิตและกำหนดราคาสินค้า จำเป็นต้องอาศัยหลักเกณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์เข้าช่วยในการตัดสินใจ รวมทั้งต้องเข้าใจถึงระบบเศรษฐกิจ ภาวะเศรษฐกิจ ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจ เพราะจะมีผลกระทบต่อการลงทุนโดยตรง
3. เศรษฐศาสตร์มีความสัมพันธ์กับหลักจิตวิทยา เพราะพฤติกรรมของมนุษย์ในการตัดสินปัญหาเศรษฐกิจ ต้องคำนึงถึงหลักจิตวิทยาด้วย เช่น การตั้งราคาสินค้าให้ลงท้ายด้วย 9,199,299,399 เป็นต้น เพื่อทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าสินค้ามีราคาถูกโดยเฉพาะ เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง หรือการมีของแถมให้กับผู้บริโภคถ้าซื้อปริมาณมาก เป็นต้น
4. เศรษฐศาสตร์กับภูมิศาสตร์ การศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ต้องเกี่ยวกับเรื่องทรัพยากร ดิน ฟ้า อากาศ ตลอดจนที่ตั้งของหน่วยเศรษฐกิจหรือประเทศต่าง ๆ ดังนั้นความรู้ทางภูมิศาสตร์จึงสามารถช่วยให้นักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์เรื่องต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น เช่น การวิเคราะห์ปัญหาการค้าระหว่างประเทศ เป็นต้น และทรัพยากรธรรมชาติจะมีความเกี่ยวข้องกับความรู้ทางภูมิศาสตร์มาก
5. เศรษฐศาสตร์กับประวัติศาสตร์ การอาศัยเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เป็นสิ่งช่วยอธิบายหรือคาดคะเนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหรืออาจเกิดขึ้นในอนาคต เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์อาจเป็นสิ่งเตือนใจให้นักเศรษฐศาสตร์ระลึกว่า ถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นจะมีสิ่งใดเกิดตามมาเพื่อจะได้รับเหตุการณ์นั้นได้ดียิ่งขึ้น
6. เศรษฐศาสตร์กับนิติศาสตร์ การออกกฎหมายบางอย่างหรือโดยบางประเทศอาจมีส่วนจำกัดหรือเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการทางเศรษฐกิจ เช่น กฎหมายสงวนอาชีพบางอย่าง หรือแม้แต่การตรากฎหมายภาษีอากร กฎหมายการค้า กฎหมายส่งเสริมการลงทุน การกำหนดอาณาเขตไมล์ทะเลระหว่างประเทศ เป็นต้น มีส่วนกระทบกระเทือนถึงการดำเนินการทางเศรษฐกิจของประเทศที่เกี่ยวข้องในทำนองเดียวกัน การจะออกกฎหมายอะไรอาจต้องคำนึงถึงสถานะทางเศรษฐกิจว่าเมื่อออกกฎหมายแล้วจะมีผลกระทบกระเทือนถึงประชาชนมากน้อยแค่ไหน
7. เศรษฐศาสตร์กับจริยศาสตร์ เนื่องจากศาสนามีอิทธิพลเหนือการกระทำของคนมานานแล้ว บทบัญญัติทุกศาสนาล้วนแต่สอนให้บุคคลมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มิให้เอารัดเอาเปรียบกัน สอนให้คนละเว้นความโลภ ถ้าจะมองในเชิงเศรษฐศาสตร์ หมายความว่า ศาสนาประณามการเอารัดเอาเปรียบกันในการค้าขาย เช่น การค้ากำไรเกินควร การปลอมแปลงสินค้าการให้กู้ยืมโดยเรียกดอกเบี้ยสูง ๆ เป็นต้น ซึ่งเป็นวิธีการทำนาบนหลังคนแบบหนึ่ง และเป็นผลเสียแก่เศรษฐกิจส่วนรวม ในปัจจุบันยังมีการนำความรู้ทางเศรษฐศาสตร์มาประยุกต์เข้ากับศาสตร์อื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ประยุกต์เข้ากับโครงการทางวิศวกรรม ซึ่งจะเรียกชื่อว่าเศรษฐศาสตร์วิศวกรรม ประยุกต์เข้ากับโครงการอุตสาหกรรม เรียกชื่อว่าเศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรม ประยุกต์เข้ากับโครงการทางสาธารณสุขเรียกชื่อว่าเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข รวมทั้งประยุกต์เข้ากับโครงการทางแพทย์เรียกชื่อว่าเศรษฐศาสตร์การแพทย์ เป็นต้น
50-50 เครื่องดื่ม ชูกำลัง จ.นครปฐม โครงการบ้าน ปริยา: เครื่องดื่มที่ดีที่สุด อะหร่อยที่สุด มี อย.ที่มีคุ...
50-50 เครื่องดื่ม ชูกำลัง จ.นครปฐม โครงการบ้าน ปริยา: เครื่องดื่มที่ดีที่สุด อะหร่อยที่สุด มี อย.ที่มีคุ...: ฟิฟตี้-ฟิฟตี้ 2000 เครื่องดื่มชูกำลัง ตรา 50-50 ของคนไทยทั่งประเทศ ของคน จ.นครปฐม [ แก้ ] ส่วนปร...
แกรนด์โฮมโปรเจค คอนโดมิเนียมและซีเนี่ยร์คอมเพล็กซ์ เพิ่อสมาชิกสหกรณ์ ต่างๆและข้าราชการและประชาชนผู้มีรายได้น้อย ( นนท์โมเดล ) จังหวัดนนทบุรี บริหารงานการ โดยบริษัท ไทยเพิ่มสุข กรุ๊ป ร่วมทุนกับกลุ่มนักธุรกิจต่างประเทศ วันนี้
แกรนด์โฮมโปรเจค คอนโดมิเนียมและซีเนี่ยร์คอมเพล็กซ์ สหกรณ์ออมทรัพย์
( โคราชโมเดล ) จังหวัดนนทบุรี บริหารงานการ โดยบริษัท ไทยเพิ่มสุข กรุ๊ป
โครงการเพื่อ ข้าราชการบำนาญทุกหน่วยงานและสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ ไฟฟ้าภูมิภาค การประปาและข้าราชการทั่วไป พร้อมด้วยประชาชนทั่วไป สถานที่ก่อสร้างที่ตั้งโครงการ ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เป็นโครงการคอนโดมิเนียม พื้นที่ โครงการ 26 ไร่ จำหน่ายราคาเริ่มต้นสุทธิ 1.5 ล้าน จำนวนพื้นที่ห้อง 50 ตรม. และ การบริการนิติบุคคล ประกอบด้วย ศูนย์รักษาสุขภาพ และ นันทนาการ 20 กิจกรรม ให้บริการสำหรับผู้สูงวัยรวม
ดร. สมัย เหมมั่น เป็นผู้ประกอบกิจการในธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ โดยมีผลงานในการก่อสร้าง และพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เป็นจำนวนมาก เนื่องด้วยบริษัทฯ เป็นผู้ประกอบกิจการในจังหวัดนครปฐม และได้เล็งเห็นว่ารัฐบาลกำลังผลักดันและดำเนินโครงการประชารัฐด้านต่างๆเป็นจำนวนมาก บริษัทฯจึงมีความประสงค์ที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาด้านดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเฉพาะด้านโดยเฉพาะการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัย
ลักษณะโครงการ ประกอบด้วย 3 ส่วน
ส่วนที่ 1 เป็นที่พักแบบคอนโดมิเนียม 50 ตารางเมตร 880 ห้อง
ส่วนที่ 2 เป็นที่พักส่วนกลาง ซีเนี่ยร์คอมเพล็กซ์
ส่วนที่ 3 เป็น บริการเนอส์ซิ่งโฮม
บริหารการจัดการโดย ดร.สมัย เหมมั่น ผู้ได้รับนโยบายจากกระทรวง พัฒนาสังคมฯกรมกิจการผู้สูงอายุ พร้อมคู่มือการบริการ ที่ทันสมัยและพร้อมให้บริการแบบมืออาชีพ-บริหารงานการก่อสร้าง โดยบริษัทเอเอทีแอล กรุ๊ป ภาคเอกชนร่วมกัน เปิดโครงการก่อสร้างบ้านเพื่อผู้สูงวัย.หลังเกษียณ ของสมาชิกครูและข้าราชการบำนาญ
ดร. สมัย เหมมั่น เป็นผู้ประกอบกิจการในธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ โดยมีผลงานในการก่อสร้าง และพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มากด้วยประสบการณ์ ดำเนินการพัฒนาโครงการเพื่อผู้สูงวัยพร้อมให้การบริการเป็นอย่างดี
ดร.สมัย เหมมั่น
ประธานกรรมการ
“วิสัยทัศน์”
มุ่งมั่นให้บริการอย่างมืออาชีพ
ด้วยพนักงานคุณภาพ ผลงานมาตรฐาน
เพื่อเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่
ตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้า เสร็จตามเป้าหมาย
ใช้เทคโนโลยีทันสมัยและก้าวหน้า
มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
พันธกิจ
“สร้างเพื่อความแข็งแกร่ง เรามุ่งมั่นพัฒนาสู่การเป็นสถาบันก่อสร้างที่แข็งแกร่ง”
“สร้างเพื่อพันธมิตรทางธุรกิจ เรามุ่งมั่นเพื่อเป็นผู้รับเหมาหลัก ที่ผู้รับเหมารายย่อยและคู่ค้าเลือกด้วยความเชื่อมั่น และไว้วางใจยินดีพร้อมก้าวหน้าไปด้วยกัน”
“สร้างเพื่อพนักงาน เรามุ่งมั่นสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นประสิทธิภาพ เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้พร้อมนำศักยภาพที่ดีที่สุดของตนเองมาใช้”
“สร้างเพื่อผู้ถือหุ้น เรามุ่งมั่นมอบผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุดให้กับผู้ถือหุ้นด้วยการยึดหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน”
“สร้างเพื่อชุมชนและสังคม เรามุ่งมั่นเพื่อสนับสนุน และเสริมสร้างสิ่งที่ดีสู่ชุมชน และสังคม”
สารบัญ
หน้า
โครงการแกรนด์โฮมโปรเจคคอนโดมิเนียมและซีเนียร์คอมเพล็กซ์ 1
บทสรุปผู้บริหาร 6
แผนโครงการคอนโดมิเนียมและซีเนี่ยร์คอมเพล็กซ์สหกรณ์ออมทรัพย์ครู 22
แผนการตลาดคอนโดมิเนียมและซีเนี่ยร์คอมเพล็กซ์สหกรณ์ออมทรัพย์ครู 45
ประวิติส่วนตัว ดร.สมัย เหมมั่น 55
บริษัทที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ 59
โฉนดที่ดิน 60
คณะทำงาน 62
รูปแบบห้อง 65
ผังแกรนด์โฮมโปรเจค 67
หน้าข่าว 70
โครงการแกรนด์โฮมโปรเจคคอนโดมิเนียมและซีเนียร์คอมเพล็กซ์
เพื่อสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ ข้าราชการและข้าราชการวิสาหกิจ
โครงการและวิธีการบริการจัดการแกรนด์โฮมโปรเจคคอนโดมิเนียม และซีเนี่ยร์คอมเพล็กซ์ การดำเนินการโดย บริษัท ไทยเพิ่มสุข กรุ๊ปโดย ดร.สมัย เหมมั่น กรรมการบริหาร
รับมอบจดทะเบียนเป็น บริษัท อุตสาหกรรมเมืองมหาชัย และอสังหาริมทรัพย์ ทะเบียนเลขที่ 27254600006 วันที่ 9 มกราคม 2546 มีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 30 หมู่ที่ 9 ตำบลหมูม่น อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 41000
1. ที่ดินที่ทำการ โครงการซีเนี่ยร์คอมเพล็กซ์ เฟส 1
ดำเนินการในโฉนดที่ดินโครงการแกรนด์โฮมโปรเจคคอนโดมิเนียม และซีเนียร์คอมเพล็กซ์ เพื่อข้าราชการบำนาญทุกหน่วยงานและสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ ไฟฟ้าภูมิภาค การประปาและข้าราชการทั่วไป นนทบุรี ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี บนพื้นที่ 26-0-0ไร่ จำนวนอาคาร 11 อาคาร จำนวน 880 ห้อง ( 11 อาคาร ๆละ 80 ห้อง) ดังนี้
1.1 สำนักงาน ตึก 11 จำนวน 80 ห้อง หมายเลข 801-880 เป็น สำนักงานให้บริการ ดังนี้
ชั้นที่ 1
1. ห้องพยาบาล 30 ตารางเมตร
2. ห้องร้านสะดวกซื้อ 60 ตารางเมตร
3. ห้องธนาคาร บริการการเงิน 30 ตารางเมตร
4. ห้องประชาสัมพันธ์-การตลาด 30 ตารางเมตร
5. ห้องธุรการ-ทะเบียน 30 ตารางเมตร
6. ห้องการเงิน-การบัญชี 30 ตารางเมตร
7. ห้องกิจการสำนักงาน 30 ตารางเมตร
8. ห้องพัสดุ 30 ตารางเมตร
9. ห้องบริการต้อนรับ 30 ตารางเมตร
ชั้นที่ 2
1. ห้องธุรการ-พยาบาลโรคไต 30 ตารางเมตร
2. ห้องวัสดุและอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ 30 ตารางเมตร
3. ห้องฟอกไต 210 ตารางเมตร
ชั้นที่ 3
1. ห้องกรรมการบริหาร 30 ตารางเมตร
2. ห้องรองกรรมการ การเงิน 30 ตารางเมตร
3. ห้องรองกรรมการ อำนวยการ 30 ตารางเมตร
4. ห้องกรรมการ ฝ่ายปฏิบัติการ 30 ตารางเมตร
5. ห้องประชุม 90 ตารางเมตร
6. ห้องบริหารงานบุคคล 30 ตารางเมตร.
7. ห้องนันทนาการ 30 ตารางเมตร
ชั้นที่ 4-8
1. ห้อง เนอร์สซิ่งโฮม
1.2 ห้องสูท แบบ B พักบริการ ตึกที่ 1 - 5 จำนวน 400 ห้อง ห้องละ 50 ตารางเมตร ห้องที่ 1-400
1.3 ห้องธรรมดา แบบ A พักบริการ ตึกที่ 6 - 10 จำนวน 400 ห้อง ห้องละ 35 ตารางเมตร ห้องที่ 401-800
2. วิธีการในปรับปรุงโครงการ แกรนด์โฮมโปรเจคคอนโดมิเนียม และ ซีเนี่ยร์คอมเพล็กซ์
ที่ดินในโครงการเดิมปรับภูมิทัศน์ ให้เหมาะสมกับการให้บริการผู้สูงอายุและ ใส่กิจกรรมผู้สูงอายุ 4 ประเภท ดังนี้
1. กิจกรรมทางสังคม
- กิจกรรมลีลาศ
- กิจกรรมรำไทย
- กิจกรรมร้องเพลง
- กิจกรรมอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย
- กิจกรรมไหว้พระเก้าวัด
- กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
- กิจกรรมวันผู้สูงอายุ
2. กิจกรรมทางสุขภาพ
- กิจกรรมฟิตเนต
- กิจกรรมหมากรุกสากล-ไทย
- กิจกรรมนวดแผนไทย
- กิจกรรมกีฬาผู้สูงวัย
- กิจกรรมเต้นออกกำลังกาย
- กิจกรรมธาราบำบัด
- กิจกรรมกีฬาเปตอง
- กิจกรรมกีฬา-ไทย-จีน
3. กิจกรรมทางเศรษฐกิจ
- กิจกรรมส่งเสริมรายได้-เย็บปักถักร้อยและจักสาน
- กิจกรรมส่งการเรียนรู้และแชร์ประสบการณ์
- กิจกรรม งานคหกรรม
- กิจกรรมนวัตกรรมผู้สูงอายุ
4. กิจกรรมสภาพแวดล้อม
- บริการลิฟต์ ผู้สูงวัย
- บริการทางลาด ยูดี ผู้สูงอายุ
- บริการราวจับทางเดิน ยูดี
- บริการทางเดินเท้าเพื่อผู้สูงอายุ
- ห้องน้ำเพื่อผู้สูงอายุ
กิจกรรม บริการสาธารณะ จัดให้มีเพื่อเสริมการบริการเพิ่มประสิทธิภาพการบริการที่ดี
1. บริการธนาคารรับฝาก-ถอน
2. บริการท่องเที่ยว-ไทยและนอกประเทศ
3. บริการรถรับส่งสนามบินและนอกสถานที่
4. บริการรถและการแพทย์ ฉุกเฉิน โดย รพ.บางบัวทอง
5. บริการคลินิก ในโครงการ
6. บริการศูนย์ไตเทียม
7. บริการร้านอาหารไทย-ต่างประเทศ
8. การบริการร้านกาแฟ
9. บริการร้านซักรีด
10. บริการร้านนวดแผนไทย
11. บริการร้านอินเตอร์เน็ต
12. บริการร้านเสื้อผ้า
13. บริการร้านหนังสือ
14. บริการร้านสะดวกซื้อ
3. จัดให้มีบริการสาธารณูปโภค
1. จัดให้มี ทางเท้าและบริการ ยูดี ทางเดิน ในอาคารทุกอาคาร
2. จัดให้มีลิฟต์ เพื่อผู้สูงอายุ ทุกตึกที่ให้บริการ
3. จัดให้มีลานกิจกรรม ในร่มจะจัดตั้งที่ถนนโครงการเพื่อทำกิจกรรมในร่มได้ 2 อาคาร
4. จัดให้มีสระน้ำในพื้นที่ส่วนกลางเพิ่มไว้บริการผู้สูงวัยไว้ผ่อนคลาย
5. จัดให้มีลานกีฬาผู้สูงอายุ เช่นเปตอง ลานลีลาศ
6. จัดให้มีป้ายและป้อมรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง
7. จัดให้มีที่ตั้งสำนักงานอาคารประสานงานโครงการแกรนด์โฮมโปรเจคคอนโดมิเนียมและซีเนี่ยร์คอมเพล็กซ์
8. จัดหาพื้นที่ทำกิจกรรมให้ครบในสี่ประเภท ในโครงการเท่าสำคัญๆ
9. บริการจัดเก็บพร้อมคิดค่าบริการการจัดเก็บในค่าบริการรายเดือน
10. บริการ รักษาความปลอดภัยระบบคีย์การ์ดระบบตรวจเข้าออกของแต่ละอาคาร
11. บริการพนักงานดูแลอำนวยความสะดวกทั่วไปและปฐมพยาบาลเบื้องต้น ในอัตรา1-10 ทุกชั้นทุกตึก 24 ชั่วโมง
4. การกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล
บริการจัดเก็บโดย ทางโครงการจะจัดเก็บพร้อมจัดหาให้สมาชิกได้รับความสะดวกและให้ทางนิติบุคคลรับผิดชอบต่อไป โดยทางสมาชิกเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน
5. จัดให้มีบริการสาธารณะ
5.1 จัดให้มี รปภ.บริการ 24 ชั่วโมง ตามสมควร
5.2 จัดให้มีกล้องและทีวีวงจรปิดบริการเพื่อความปลอดภัย
5.3 การกระจ่ายกระแสไฟฟ้า-น้ำประปา จัดให้มีการจ่ายกระแสไฟฟ้า-น้ำ ไฟฟ้าส่องสว่าง
5.4 จัดให้มีพนักงานประจำโครงการบริการ ตามความเหมาะสม
5.5 จัดให้อาคารสระว่ายน้ำ
5.6 จัดให้มีพนักงานจัดเก็บขยะในโครงการ
5.7 ในการให้บริการต่างๆบริษัทมีความจำเป็นต้องคิดค่าบริการในการให้บริการในส่วนนี้ เป็นรายเดือน
6. แผนงานโครงการและระยะเวลาการบำรุงรักษา สาธารณูปโภค
1. บริษัท ฯโดยจัดหา ช่างและวิศวกรที่มีความชำนาญในการตรวจเช็คในการใช้บำรุงประจำปี
2. บริษัทฯจะตรวจเช็คและปรับปรุงภูมิทัศน์ทุกๆ 3 ปีและตามความเหมาะสมแก่ความจำเป็น
7. วิธีการจำหน่ายบัตรสมาชิกแรกเข้าและให้บริการห้องพัก มีค่าส่วนกลางตามตารางแนบท้าย
บริษัทฯ จะจำหน่ายบัตรสมาชิกแรกเข้าพร้อมห้องพักที่ พื้นที่ 50 ตรม.ดังนี้
1. บัตรสมาชิก แบบ B ห้องสูท 400 ห้องจำนวน 800 ราย
- ค่าห้องแรกเข้า 2,200,000
- ค่าบริการตลอดชีพ 150,000 ต่อราย
2. บัตรสมาชิก แบบA ห้องธรรมดา 400 ห้องจำนวน 800 ราย
- ค่าห้อง แรกเข้า 1,200,000
- ค่าบริการ 10 ปี 150,000
3. บัตรสมาชิก ห้องรวมพักฟื้นจำนวน 200 ราย
- ค่าบัตรแรกเข้า 200,000
- ค่าบริการ รายเดือน 35,000
8. กำหนด เวลาการเริ่มดำเนินการและกำหนดแล้วเสร็จ ดังนี้
บริษัทฯจะปรับปรุงให้แล้วเสร็จในระยะเวลาการทำงานในเวลา 2 ปี นับจากได้รับอนุญาตประกอบการและการสนับสนุนโครงการในภาครัฐของกรมกิจการผู้สูงอายุ
9. สัญญาจะซื้อจะขาย จะปฏิบัติตามเงื่อนไขของ กรมกิจการผู้สูงอายุเป็นหลักในการปฏิบัติ
ลงชื่อ ผู้ขออนุญาตฯ
ดร.สมัย เหมมั่น
ประธานโครงการ กรรมการลงนาม
กิจกรรมภายใน โครงการซีเนี่ยร์คอมเพล็กซ์ ทั่วไปที่ควรจัดให้มี ดังนี้
1) กิจกรรมภายใน
1.1) มุมห้องสมุด
1.2) ชมภาพยนตร์
1.3) คาราโอเกะ
1.4) งานศิลปหัตถกรรม งานฝีมือ
1.5) เรียนรู้วิธีท าอาหารไทย
2) กิจกรรมภายนอก
2.1) ออกก าลังกายตอนเช้า เต้นแอโรบิค เดินออกก าลัง
2.2) ออกก าลังกายในน้ า
2.3) กิจกรรมท่องเที่ยว ตามแพ็คเกจทัวร์
3) การบริบาลผู้สูงอายุ
3.1) จัดเตรียมอาหาร 3 มื้อต่อวัน และอาหารว่าง
3.2) ให้ความช่วยเหลือในการด ารงชีวิตประจ าวันทั่วไป เช่น อาบน้ า แต่งตัว
3.3) วางแผนและก าหนดวิธีดูแลให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
3.4) ท าความสะอาดห้องพัก และเสื้อผ้า
3.5) บริการซักรีด
3.6) จัดตารางการเดินทางตามก าหนดนัดหมายของแพทย์หรือกิจกรรมอื่น ๆ
3.7) โปรแกรมกิจกรรมประจ าวัน
3.8) มีพนักงานที่ผ่านการอบรมคอยให้การดูแลและเฝ้าสังเกตการณ์ตลอด 24
ชั่วโมง
3.9) บริหารจัดการด้านโอสถบ าบัด และจัดเตรียมยาตามค าสั่งแพทย์
โครงการการศึกษารูปแบบการให้บริการ การบริหารและการจัดการที่พักส าหรับผู้สูงอายุ
ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 30
4) การให้การดูแลหลังการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
4.1) บริการจัดเตรียมอาหารเช้า กลางวัน เย็น และอาหารว่าง
4.2) บริการจัดเตรียมยาเพื่อบริโภคตามค าสั่งแพทย์
4.3) บริการจัดหาผู้บริบาลประจ าตัว
4.4) มีพนักงานที่ผ่านการอบรมพร้อมให้การดูแลและเฝ้าสังเกตอาการตลอด 24
ชั่วโมง
4.5) บริการท าความสะอาดและดูแลเรื่องซักรีดเสื้อผ้า
4.6) การจัดกิจกรรมและโปรแกรมเพื่อสุขภาพในแต่ละวัน
5) บริการเสริมอื่น ๆ
5.1) บริการรถรับ-ส่ง 1 เที่ยว จากสนามบินสุวรรณภูมิมายังรีสอร์ท
5.2) บริการรถรับ-ส่ง ฟรี สัปดาห์ละ 2 ครั้ง จากรีสอร์ท ไปยังตัวเมืองพัทยา
5.3) ที่ปรึกษาด้านวีซ่าพนักงานของเราจะให้บริการข้อมูลรายละเอียดในการขอต่อ
วีซ่าชนิดต่าง ๆ ระหว่างคุณพ านักอยู่ในประเทศไทย
ความเป็นมาของ อโรคยศาลา
อาณาจักรขอมเคยเป็นรัฐที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคอุษาคเนย์ ศาสนาฮินดูซึ่งแพร่หลายอยู่ในอาณาจักรขอมยกย่องกษัตริย์เป็นเทพเจ้าบนโลกมนุษย์ เชื่อกันว่าเมื่อพระองค์สวรรคตดวงพระวิญญาณของพระองค์จะไปหลอมรวมกับเทพเจ้าที่พระองค์ทรงนับถือจึงมีธรรมเนียมในการสร้างปราสาทเพื่อเป็นที่สถิตของเทพเจ้าประดิษฐานรูปเคารพแทนพระองค์รวมถึงเทพเจ้าที่ตนนับถือไว้กลางเมือง และตกแต่งปราสาทด้วยลายรูปสัตว์ เทพประจำทิศ และเทวดาเพื่อให้ปราสาทเป็นรูปจำลองของจักรวาลและเขาพระสุเมรุ แนวคิดลัทธิ �เทวราชา� หรือการสถาปนากษัตริย์ให้มีฐานะดั่งเทพเจ้านี้ยังคงสืบทอดความเชื่อต่อเนื่องมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาจวบจนปัจจุบัน แม้ว่าอาณาจักรต้นทางอารยธรรมจะเสื่อมสลายไปนานแล้ว
อาณาจักรขอมเคยเป็นรัฐที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคอุษาคเนย์ ศาสนาฮินดูซึ่งแพร่หลายอยู่ในอาณาจักรขอมยกย่องกษัตริย์เป็นเทพเจ้าบนโลกมนุษย์ เชื่อกันว่าเมื่อพระองค์สวรรคตดวงพระวิญญาณของพระองค์จะไปหลอมรวมกับเทพเจ้าที่พระองค์ทรงนับถือจึงมีธรรมเนียมในการสร้างปราสาทเพื่อเป็นที่สถิตของเทพเจ้าประดิษฐานรูปเคารพแทนพระองค์รวมถึงเทพเจ้าที่ตนนับถือไว้กลางเมือง และตกแต่งปราสาทด้วยลายรูปสัตว์ เทพประจำทิศ และเทวดาเพื่อให้ปราสาทเป็นรูปจำลองของจักรวาลและเขาพระสุเมรุ แนวคิดลัทธิ �เทวราชา� หรือการสถาปนากษัตริย์ให้มีฐานะดั่งเทพเจ้านี้ยังคงสืบทอดความเชื่อต่อเนื่องมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาจวบจนปัจจุบัน แม้ว่าอาณาจักรต้นทางอารยธรรมจะเสื่อมสลายไปนานแล้ว
กว่าจะเป็นปราสาทขอม
โลกปัจจุบันต้องทึ่งกับภูมิปัญญาของนายช่างขอมโบราณในการสร้างปราสาทหินเพราะแม้แต่เทคโนโลยีปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้โดยง่าย การก่อสร้างปราสาทต้องใช้ทั้งเวลาและแรงงานคนมหาศาล ทั้งยังมีกรรมวิธียุ่งยากซับซ้อน เริ่มตั้งแต่หาแหล่งตัดหิน เคลื่อนย้าย ก่อสร้างไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายคือสลักลวดลาย หินแต่ละก้อนที่เรียงต่อกันไม่มีตัวประสานแต่สามารถคงตัวอยู่ได้เนื่องจากใช้น้ำหนักของหินเป็นตัวกดทับ ส่วนที่ง่ายต่อการพังทลายจะทำการเบิกหินเป็นร่องแล้วนำเหล็กรูปตัว I หรือใกล้เคียงวางเชื่อม มักพบว่ามีการเจาะรูหินก้อนใหญ่ไว้ทั้งสองด้าน สำหรับตอกลิ่มไม้แล้วใช้เชือกผูกคล้องเพื่อยกหิน เมื่อเสร็จสิ้นการก่อสร้างโครงสร้างหลักจึงเริ่มขั้นตอนแกะสลักลวดลาย ปราสาทใหญ่หลายหลังมักสร้างไม่เสร็จภายในรัชกาลเดียวมีการแกะสลักลายค้างอยู่ ไม่ว่าจะเป็นนครวัด พนมรุ้ง เขาพระวิหาร
รอยทางขอมบนเส้นทางสายพิมาย
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ อารยธรรมขอมเจริญสูงสุดแผ่ขยายทั่วพื้นที่อีสานใต้ จากหลักฐานจารึกที่ปราสาทพระขรรค์ระบุถึงพระราชกรณียกิจสำคัญของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ กษัตริย์ยิ่งใหญ่องค์สุดท้ายของอาณาจักรขอมผู้สร้างนครธม กล่าวถึงการสร้างถนนเชื่อมระหว่างเมืองพระนครกับเมืองต่างๆที่เรียกกันว่า �เส้นทางราชมรรคา� ได้โปรดฯ ให้สร้างที่พักคนเดินทาง �บ้านมีไฟ�หรือ �ธรรมศาลา� รวมทั้งสิ้น ๑๒๑ แห่ง ควบคู่ไปกับ �อโรคยาศาล� หรือ �สถานพยาบาลชุมชน� จำนวน ๑๐๒ แห่ง หนึ่งในเส้นทางสายสำคัญนี้เชื่อมถึงพิมายระบุว่าที่พักคนเดินทางถึง ๑๗ แห่ง ระบบเส้นทางโบราณรวมถึงการสร้างอโรคยาศาลอาจเป็นจุดมุ่งหมายหนึ่งของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ในการแผ่ขยายอำนาจทางการเมืองและเผยแผ่พระพุทธศาสนามหายาน ขณะเดียวกันก็รวมอำนาจสู่ศูนย์กลาง หลักฐานสิ่งก่อสร้างที่พบเหล่านี้อาจเป็นชุมชนที่มีความสัมพันธ์กับเมืองพระนครอย่างใกล้ชิดทั้งในด้านการปกครองและความสัมพันธ์ทางเครือญาติ
ความเป็นมาของอโรคยศาลา
กุฏิฤๅษีเมืองต่ำ บ้านโคกเมือง อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ มีตำแหน่งที่ตั้งอยู่ชานเมืองและมีสระน้ำ (บาราย) เล็กๆ ของตนเองแยกออกจาก "ทะเล" หรือบารายเมืองต่ำ น้ำที่ไหลมายังบารายหน้ากุฏิฤๅษีนี้ทดมาจากเขื่อนเชิงเขาและคลองที่ขุดขึ้นตั้งแต่สมัยอารยธรรมเขมร
จากพุทธศตวรรษ ๑๒ ซึ่งเป็นยุคแห่งการสร้างชุมชนที่มีเทวาลัยในศาสนาฮินดูเป็นศูนย์กลางเมือง มาถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ผู้ทรงนับถือพุทธศาสนามหายาน จารึกปราสาทตาพรหมกล่าวไว้ว่าพระองค์ทรงโปรดให้มีการก่อสร้าง �อโรคยศาลา� ซึ่งเป็นสุขศาลาหรือโรงพยาบาลไว้ ๑๐๒ แห่งทั่วราชอาณาจักร และปัจจุบันได้พบจารึกมากกว่าสิบหลักทั้งในประเทศไทย ลาว และกัมพูชา ปรากฏข้อความทำนองเดียวกันกับจารึกปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ที่บ่งชี้ถึงลักษณะวิหารในโรงพยาบาลของพระองค์ไว้ว่า
�พระองค์ได้สร้างโรงพยาบาล และรูปพระโพธิสัตว์ไภษัชยสุคต พร้อมด้วยรูปพระชิโนรสทั้งสองโดยรอบ เพื่อความสงบแห่งโรคของประชาชนตลอดไป พระองค์ได้สร้างโรงพยาบาลนี้ และรูปพระโพธิสัตว์ไภษัชยสุคต พร้อมด้วยวิหารของพระคุรุ�
โรงพยาบาลแต่ละแห่งจะมีบุคลากรประจำประมาณ ๕๐ กว่าคน (จารึกปราสาทตาเมือนโต๊ด) ถึง ๙๘ คน (จารึกทรายฟอง ประเทศลาว) มีที่ดินกัลปนาและข้าทาสอีกจำนวนหนึ่งซึ่งได้รับบริจาคให้ทำงานบนที่ดินและในโรงพยาบาล อโรคยศาลาจึงมีลักษณะเป็นชุมชนย่อยๆ ของตนเอง ประกอบด้วยวิหารพระไภษัชยคุรุ มีลักษณะเป็นปราสาทศิลาแลงฉาบปูน ปั้นลาย และประดับด้วยหินทรายแกะสลักสวยงาม ซึ่งชิ้นส่วนศิลายังคงเหลือปรากฏหลักฐานเป็นซากอาคารให้เห็นในปัจจุบัน
ปรางค์กู่ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด ปรากฏผังยาวเป็นผืนผ้าแคบๆ อยู่ในเขตกำแพงแก้วด้านทิศใต้ของปราสาทประธาน
ส่วนอาคารอื่นๆ เช่น เรือนนอน บ้านพักเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล เรือนปรุงและเก็บยาต่างๆ น่าจะก่อสร้างด้วยไม้ จึงไม่หลงเหลือให้เห็น แต่น่าจะอยู่ในพื้นที่ติดกับวิหารนั้น เพราะมีการพบหินบดยาปรากฏอยู่
จากศิลาจารึกที่ระบุว่าอาคารนั้นเป็นอโรคยศาลาประกอบกับรูปแบบทางสถาปัตยกรรม ที่เป็นแบบมาตรฐาน ปรากฏว่าอโรคยศาลา ที่ประกอบไปด้วยวิหารพระไภษัชยคุรุ มีตำแหน่งที่ตั้ง อยู่ ๓ ลักษณะ ดังนี้
๑. ชานเมือง: บนเส้นทางเข้าเมืองหรือนอกเมือง
๒. ภายในตัวเมือง ใกล้กับเทวาลัยฮินดูที่มีมาก่อน
๓. กลางใจเมือง
๑. อโรคยศาลาชานเมือง: บนเส้นทางเข้าเมืองหรือนอกเมือง
จารึกปราสาทพระขรรค์กล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ โปรดให้สร้างอโรคยศาลา และ �บ้านมีไฟ หรือ ธรรมศาลา� เพื่อเป็นที่พักคนเดินทาง บนเส้นทางสายหลักในราชอาณาจักรจากเมืองพระนครหลวง ๓ สาย สายหนึ่งไปยังเมืองวิชัยปุระ เมืองหลวงของราชอาณาจักรจาม สายหนึ่งมายังเมืองพิมาย และอีกสายหนึ่งไปยังภาคกลางของประเทศไทย
นครจำปาศรีหรือเมืองสระบัว อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม เป็นเมืองสำคัญสมัยก่อนประวัติศาสตร์ - ทวารวดี ศูนย์กลางลุ่มน้ำลำเตา ลำเสียวน้อย และลำพังชู ก่อนที่ชนชาวเขมรจะเผยแพร่อารยธรรมเข้ามาในพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ดังปรากฏโบราณสถานศาลานางขาว และจารึกพระเจ้าชัยวรมันที่ ๖ (พ.ศ.๑๖๒๓ - ๑๖๕๐) ภายในเมืองที่มีคูน้ำล้อม ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ มีการสร้างกู่สันตรัตน์หรืออโรคยศาลาในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ขึ้นนอกเมือง ซึ่งน่าจะเป็นย่านพักอาศัยของชนชาวเขมรทางทิศใต้ของเมือง ในขณะที่กลุ่มชนทวารวดีเดิมน่าจะอยู่ในพื้นที่กลางเมืองขึ้นไปด้านทิศเหนือ
เมื่อตรวจสอบดูจากตำแหน่งปราสาทศิลาแลงและจารึกในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ จะพบว่ามีทั้งที่มีลักษณะเป็นอโรคยศาลาและธรรมศาลา (ปรางค์ศิลาแลงมีมุขด้านหน้ายาวออกมาเป็นห้องโถง มีช่องหน้าต่างเจาะทะลุไว้ด้านทิศใต้ด้านเดียว เช่น ปราสาทตาเมือน จังหวัดสุรินทร์ และปราสาทบ้านบุ จังหวัดบุรีรัมย์) โดยมีอโรคยศาลาตั้งอยู่บนเส้นทางเข้าเมือง ในตำแหน่งนอกกำแพงเมืองหรือชานเมือง และบนเส้นทางจาริกสัญจรมุ่งสู่เทวบรรพตสำคัญ หลายแห่งดังนี้
- กุฏิฤๅษี นอกกำแพงเมืองพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ห่างออกมา ๓๗๕ เมตร บนถนนราชมรรคาในอดีต ที่มุ่งเข้าสู่ประตูชัยของเมืองพิมาย มีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒
- ปราสาทเมืองเก่า ก่อนเข้าสู่พื้นที่เมืองโคราฆปุระ ซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทเมืองแขก และปราสาทโนนกู่ ในศาสนาฮินดู มีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒
- กุฏิฤๅษีเมืองต่ำ บ้านโคกเมือง อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ มีตำแหน่งที่ตั้งอยู่ชานเมือง บนถนนสายหลักเชื่อมระหว่างปราสาทเมืองต่ำกับปราสาทพนมรุ้ง โดยอยู่ห่างประมาณ ๕๐๐ เมตรจากใจกลางเมือง มีปราสาทเมืองต่ำ เทวาลัยในศาสนาฮินดูเป็นศูนย์กลางชุมชนเขมร มีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ - ๑๖
- กุฏิฤๅษี บ้านหนองบัวลาย เชิงเขาพนมรุ้ง บนเส้นทางขึ้นเขาพนมรุ้ง
- ปราสาทตาเมือนโต๊ด อยู่บนเส้นทางจาริกผ่านช่องปราสาทตาเมือน เชื่อมระหว่างดินแดนเขมรต่ำและเขมรสูง จากเทวบรรพตปราสาทตาเมือนธม ไปยังเทวบรรพตปราสาทพนมรุ้ง
- กู่สันตรัตน์ เมืองนครจัมปาศรี อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม สร้างขึ้นนอกเมือง ข้ามคูเมืองสมัยทวารวดี ภายหลังจากที่ชาวเขมรได้เข้าครอบครองชุมชนนี้ ตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ดังปรากฏซากโบราณสถานและจารึกภาษาเขมรที่ศาลานางขาว
บ้านพลสงคราม อำเภอขามสะแกแสง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีวิหารพระวัชรสัตว์ที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นในชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ - ทวารวดีเดิม และแสดงความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงแผนผังให้เป็นแบบเขมร โดยมีบารายเป็นตัวบ่งชี้
จากตำแหน่งที่ตั้งดังกล่าว จึงดูเหมือนว่าในระยะแรก อโรคยศาลาถูกกำหนดให้ตั้งอยู่บนเส้นทางสายหลักเข้าสู่ตัวเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางพื้นที่ระดับอนุภูมิภาคในละแวกนั้น และตั้งอยู่บนเส้นทางหลวงสายสำคัญในราชอาณาจักร คงเพื่อความสะดวกแก่ประชาชนผู้เดินทางสัญจร และเป็นที่น่าสังเกตว่า อโรคยศาลาที่มีลักษณะเป็นชุมชนเอกเทศของตนเอง มีที่ดินและข้าทาส รวมทั้งมีสระน้ำหน้าวิหารและบารายของตนเองนั้น อาจมีความสัมพันธ์กับตำแหน่งที่ตั้งในเชิงสุขอนามัยของการควบคุมโรคติดต่อ เนื่องจากในสมัยเขมร โรคที่ประชาชนเป็นกันมากคือโรคเรื้อน วัณโรค และระบบทางเดินอาหาร (บิด)
๒. อโรคยศาลาภายในตัวเมือง ใกล้กับเทวาลัยฮินดูที่มีมาก่อน : ศาสนาทางเลือกใหม่หรือการอยู่ร่วมกัน
เมื่อการนับถือพระไภษัชยคุรุได้รับการส่งเสริมโดยกษัตริย์ ในชุมชนลำดับรองที่เป็นเมืองขนาดย่อมลงมา ซึ่งก็ยังมีการนับถือศาสนาฮินดูอยู่ ได้พบว่ามีการจัดตั้งวิหารพระไภษัชยคุรุบริเวณใจกลางเมือง ใกล้เคียงกับปราสาทฮินดูที่มีมาก่อนแล้ว การสร้างวิหารพระไภษัชยคุรุในลักษณะนี้ นอกจากจะหมายถึงมีการจัดตั้งโรงพยาบาลภายในชุมชนแล้ว น่าจะสะท้อนถึงนโยบายให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาทางเลือกใหม่หรือศาสนาคู่ขนานกับศาสนาฮินดูที่นับถือกันมาแต่เดิม
ชุมชนเขมรที่จัดตั้งขึ้นใหม่โดยมีวิหารพระวัชรสัตว์เป็นศูนย์กลางชุมชนที่มีบารายหลายสระขุดไว้ใกล้เคียงกับเนินชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ - ทวารวดีซึ่งมีมาก่อน
ชุมชนสายอารยธรรมเขมรที่พบวิหารพระวัชรสัตว์อยู่ภายในตัวเมือง เช่น
- บ้านหมื่นชัย จังหวัดสุรินทร์
- บ้านปราสาทนางรำ จังหวัดนครราชสีมา
- บ้านกู่กาสิงห์ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นต้น
๓. อโรคยศาลากลางใจเมือง: พุทธยุทธศาสตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗
ในขณะที่ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ (Coedes, 1963: 100) ให้ความเห็นว่า การประดิษฐานพระพุทธรูปซึ่งมีพระนามว่า �พระชัยพุทธมหานาถ� ๒๓ พระองค์ตามเมืองสำคัญต่างๆ ที่ปรากฏชื่อในจารึกปราสาทพระขรรค์ เช่น เมืองลโวทยปุระ (ลพบุรี) เมืองสุวรรณปุระ (สุพรรณบุรี) เมืองชัยราชปุระ (ราชบุรี) เมืองศรีวัชระปุระ (เพชรบุรี) เมืองศรีชัยสิงหปุระ (เมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี), เมืองศัมพูกปัฏฏนะ (อาจเป็นเมืองโกสินารายณ์ จังหวัดสุพรรณบุรี) เป็นการประกาศทั้งอำนาจทางการเมืองและการศาสนาของพระองค์
หากเราพิจารณาดูตำแหน่งที่ตั้งของปราสาทศิลาแลงแบบมาตรฐานของอโรคยศาลาและการวางแผนผังเมืองในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ จะพบว่า วิหารพระไภษัชยคุรุ ซึ่งอาจมีกำเนิดเริ่มแรกตามพระราชประสงค์ของพระองค์ เพียงให้เป็นวิหารประจำอโรคยศาลา เพื่อการบำบัดทุกข์บำรุงแก่ประชาชน ต่อมาได้เป็นเครื่องสะท้อนถึงพระราชอำนาจของพระองค์ที่แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่ากษัตริย์เขมรพระองค์ใด และสร้างความเป็นบึกแผ่นของราชอาณาจักรของพระองค์ โดยทรงใช้พุทธยุทธศาสตร์เข้าปกครองชุมชนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชุมชนทวารวดีเดิม หรือชุมชนที่พระองค์สถาปนาขึ้นใหม่ ซึ่งมักอยู่ใกล้เคียงกับชุมชนทวารวดีในละแวกนั้น วิหารพระวัชรสัตว์ที่สร้างด้วยศิลาแลงจึงเป็นสัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมและพระราชอำนาจของพระองค์ด้วย
หลังการบูรณะ ปรางค์กู่ อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ดูจะหลงเหลือร่องรอยการประดับลวดลายอยู่มากที่สุด ส่วนหน้าบันของอาคารบรรณาลัยยิ่งน่าสนใจ คือเล่าเรื่องพุทธประวัติตอนมหาภิเนษกรมณ์เต็มทั้งแผ่น
ดังจะเห็นได้จากการที่ประชากรชาวเขมรและเขตการปกครองของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ขยายตัวจากพื้นที่ภาคอีสานตอนล่างไปทางทิศเหนือ จนครอบคลุมพื้นที่ภาคอีสานทั้งหมด ได้มีเมืองเขมรใหม่ๆ เกิดขึ้นในพื้นที่ปกครองเดิม และที่กระจายตัวออกไปทั่วพื้นที่ภาคอีสาน ชุมชนเขมรที่ตั้งขึ้นใหม่ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ นี้ ยังคงยึดคติการวางผังเมืองตามแนวนิยมดั้งเดิมของตน คือการสถาปนาศาสนสถานขึ้นกลางใจเมือง แต่หากแต่เปลี่ยนเทวาลัยในฮินดูคติเป็นพุทธสถานวิหารพระวัชรสัตว์แทน เช่น ได้มีการจัดตั้งเมืองเขมรใหม่ริมหนองหาน จังหวัดสกลนคร ให้เป็นเมืองศูนย์กลางอารยธรรมเขมรในพื้นที่แอ่งสกลนคร ในภาคอีสานตอนบน โดยมีเมืองหนองหานหลวงเก่าในศาสนาฮินดู ที่มีปราสาทดุมเป็นศูนย์กลาง มีปราสาทนารายณ์เจงเวง และปราสาทภูเพ็กเป็นเทวบรรพตอยู่ห่างออกไปประมาณ ๒ กิโลเมตร จากเมืองหนองหานหลวงที่ตั้งใหม่ ซึ่งมีปราสาทศิลาแลงเป็นศูนย์กลาง และมีกำแพงเมืองสี่เหลี่ยมจัตุรัสล้อมรอบ (ปัจจุบันปราสาทดังกล่าวมีการสร้างพระธาตุเชิงชุมครอบไว้)
ชุมชนทวารวดีต่างๆ ที่เป็นศูนย์กลางลุ่มน้ำสาขาและเป็นศูนย์กลางการติดต่อระหว่างชุมชนอื่นๆ ปรากฏการก่อสร้างวิหารพระวัชรสัตว์ขึ้นไว้กลางใจชุมชนนั้นหรือใกล้เคียงกัน เช่น
- ปราสาทจอมพระ อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ เป็นการสถาปนาวิหารพระวัชรสัตว์อยู่ติดกับเนินชุมชนสมัยทวารวดีที่ชาวเขมรเข้าปกครอง
- บ้านพลสงคราม อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา พบปราสาทศิลาแลงสร้างบนเนินรูปกลมสมัยก่อนประวัติศาสตร ์- ทวารวดี และความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงแผนผังเมืองให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าตามแบบเขมร โดยการก่อสร้างบารายไว้ด้านหน้าปราสาทพลสงคราม
- กู่แก้ว บ้านหัวบึง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น มีการสร้างวิหารพระไภษัชยคุรุใกล้กับชุมชนทวารวดีที่กระจายตัวอยู่ริมพื้นที่ราบลุ่มทำนารอบแก่งน้ำต้อน ซึ่งเป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ในระบบสาขาของแม่น้ำชี เป็นต้น
หน้าบันปราสาทประธานเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เฝ้าแหนโดยเทพบริวาร ทับหลังเป็นรูปแบบศิลปะบายนอย่างชัดเจน
อโรคยาศาลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
อโรคยศาลค้นพบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีจำนวน ๒๓ แห่ง คือ
๑.ปรางค์กู่ บ้านหนองบัว ตำบลในเมือง จังหวัดชัยภูมิ
๒.ปรางค์กู่ บ้านหนองแผก ตำบลบ้านเต่า อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ
๓.ปราสาทสระกำแพงน้อย วัดบ้านทับกลาง ตำบลขะยูง อำเภออุทมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ
๔.ปราสาทบ้านสมอ ตำบลบ้านสมอ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ
๕.ปราสาทบ้านปราสาท ตำบลกระเทียม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์
๖.ปราสาทจอมพระ ตำบลจอมพระ อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์
๗.ปราสาทช่างปี่ บ้านช้างปี่ ตำบลช่างปี่ อำเภอศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์
๘.ปราสาทตาเมือนโต๊จ ตำบลบักได อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์
๙.ธาตุสมเด็จนางพญา ตำบลหนองโสน อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี
๑๐.กู่ฤๅษี ตำบลจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์
๑๑.กู่ฤๅษี บ้านกู่ฤๅษี ตำบลทองหลางอำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์
๑๒.ปราสาทบ้านโคกงิ้ว ตำบลปะคำกิ่งอำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์
๑๓.ปราสาทหนองกู่ บ้านหนองกู่ ตำบลมะอึก อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด
๑๔.กู่โนนระฆัง ตำบลเกษตรวิสัย อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด
๑๕.กุฏิ ฤๅษี ตำบลประตูชัย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
๑๖.ปราสาทนางรำ ตำบลนางรำ อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา
๑๗.ปรางค์ครบุรี บ้านครบุรี ตำบลครบุรี อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา
๑๘.เมืองเก่า บ้านเมืองเก่า ตำบลโคราช อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา
๑๙.ปรางค์บ้านปรางค์ ตำบลหินดาด อำเภอห้วยแกลง จังหวัดนครราชสีมา
๒๐.ปรางค์วัดกู่แก้ว จังหวัดขอนแก่น
๒๑.ปรางค์กู่บ้านเขวา ตำบลเขวา อำเภอเมืองฯ จังหวัดมหาสารคาม
๒๒.กู่สันตรัตน์ จังหวัดมหาสารคาม
๒๓.ปราสาทบ้านพันนา อ. สว่างแดนดิน จ. สกลนคร
รูปแบบสถาปัตยกรรมของอโรคยศาล
จากจำนวนอโรคยศาลกว่า 30 แห่ง ที่มีการสำรวจและขึ้นทะเบียนโดยกรมศิลปากร พบว่าอาคารดังกล่าวคือศาสนสถานที่ประดิษฐานรูปเคารพสำคัญประจำอโรคยศาล รูปแบบของอโรคยศาลอาจสร้างขึ้นจากไม้ โดยอยู่ในบริเวณใกล้กับศาสนสถานที่สร้างขึ้นจากศิลาแลงที่พบหลักฐานในปัจจุบัน แผนผังของศาสนสถานประกอบด้วยปราสาทประธาน สร้างหันไปทางทิศตะวันออก มีกำแพงแก้วล้อมรอบ และมีโคปุระเป็นทางเข้าด้านเดียวทางทิศตะวันออก มักพบอาคารผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสันนิษฐานว่าเป็นบรรณาลัย อยู่ติดริมกำแพงทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ หันเข้าหาปราสาทประธาน และมีสระน้ำอยู่ในบริเวณใกล้เคียง โดยมักอยู่ทางทิศตะวันออกบริเวณภายในหรือภายนอกกำแพงแก้ว รูปแบบดังกล่าวเป็นผังของศาสนสถานประจำอโรคยศาลที่พบทั่วไปในประเทศไทยซึ่ง เป็นอโรคยศาลขนาดเล็กประจำท้องถิ่น และสร้างขึ้นคล้ายคลึงกันในแต่ละชุมชน โดยมีรายละเอียดบางประการที่ต่างกันเล็กน้อยตามลักษณะพื้นที่ และวิธีการก่อสร้าง
องค์ประกอบสถาปัตยกรรม
ปราสาทประธานของศาสนสถานในอโรคยศาลโดยทั่วไป เป็นปราสาทหลังเดี่ยวขนาดเล็ก สร้างจากศิลาแลงเป็นวัสดุหลัก และมีองค์ประกอบสถาปัตยกรรมสลักจากหินทราย ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสเพิ่มมุมทั้ง 4 ด้าน เรือนธาตุเป็นมุข 4 ด้าน ด้านตะวันออกเป็นประตูทางเข้า พบภาพสลักหน้าบัน ทับหลัง และเสาประดับกรอบประตูสลักจากหินทราย ส่วนอีกสามด้านที่เหลือเป็นประตูหลอก มักพบการประดับทับหลังหินทราย ส่วนยอดเป็นชั้นหลังคาซ้อนกัน 5 ชั้น ประดับด้วยรูปสลักเทพประจำทิศต่างๆ และส่วนยอดบนสุดประดับด้วยรูปดอกบัวสลักจากหินทราย
ที่มาจาก:
หทัยทิพย์ วันดี . การพัฒนาและหาประสิทธิภาพบทเรียนสไลด์เทปโปรแกรม วิชาท้องถิ่นของเรา 1 เรื่อง �โบราณสถานสำคัญในจังหวัดสุรินทร์� สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1.ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา 2545
นิทรรศการ ไขความลับมนตราศิลาขอม เข้าถึงได้จาก http://www.tkpark.or.th/th/knwldzn/vst/vstexbtndtl.aspx?id=13385 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2551
ธาดา สุทธิธรรม . "ภูมิที่ตั้งอโรคยศาลา: ความสัมพันธ์กับบริบททางผังเมือง" . วารสารเมืองโบราณ. 2547,ฉบับที่ 30.3
สถาบันการแพทย์แผนไทย. "พิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทย์" เข้าถึงได้จาก http://ittm.dtam.moph.go.th/Service/WebMuseum/ThaiDev/page4.html เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2551
รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของศาสนสถานประจําอโรคยาศาล
รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของศาสนสถานประจําอโรคยาศาล
ส่วนพ้ืนท่ีรักษาพยาบาลนั้นพบว่า มีจํานวนเจ้าหน้าที่ประจํา
โรงพยาบาลที่แตกต่างกันตามขนาดของโรงพยาบาล จากจารึกที่เกี่ยวข้องกับ
อโรคยาศาลที่พบประมาณ 14 แห่ง ระบุจํานวนของเจ้าหน้าที่ไม่เท่ากัน เช่น
จํานวน 98 คน พบท่ีกุฏิฤาษีเมืองพิมาย ที่ถือว่ามีจํานวนเจ้าหน้าที่ท่ีมาก
เทียบเท่ากับที่เมืองพระนครหลวง และจํานวนเจ้าหน้าที่ 50 คน ระบุไว้ที่
จารึกปราสาท ตาเหมือนโต๊จ จังหวัดสุรินทร์ซึ่งถือว่ามีขนาดไม่ใหญ่นัก
10
จึงสันนิษฐานได้ว่าจํานวนเจ้าหน้าที่ในอโรคยาศาลนั้นจะแปรผันไปตาม
ขนาดของโรงพยาบาลที่ไม่เท่ากันและตามขอบเขตให้บริการในแต่ชุมชน
11
นอกจากนี้อโรคยาศาลยังเป็นศูนย์รวมของคนในชุมชนใกล้เคียง โดยเป็น
56 | หน้าจั่ว ฉ. 12 2558
สถานที่รับบริจาคสิ่งของและยา โดยผ่านการถวายแด่พระโพธิสัตว์ไภษัชยคุรุ
ภายในศาสนสถาน และ
พระเจ้าชัยวรมันท่ี 7 ก็ได้พระราชทานสิ่งของต่างๆ
ที่จําเป็นต่อการดํารงอยู่ของอโรคยาศาล เช่น ข้าวสาร เดือนละ 1,000 ตัน
สมุนไพรรักษาโรคและสิ่งของต่างๆ ที่จําเป็น 36 รายการ ปีละ 3 คร้ัง เป็นต้น
ที่ในจารึกประจาอโรคยาศาลระบ ํ ุคําว่า สุคตาลัย ท่ีแปลว่า ศาสนสถาน จึง
ออกแบบให้มีความสัมพันธ์เชิงความคิดที่เกี่ยวข้องกับการบูชาเทพที่เกี่ยวข้อง
ในการรักษาพยาบาล โดยจะประกอบไปด้วยปราสาทประธานอันเป็นที่
ประดิษฐานพระไภษัชยคุรุและพระชิโนรสท้ังสอง มีบรรณาลัยต้ังอยู่ทางด้าน
ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปราสาทประธาน ประดิษฐานรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และเทพชั้นรองพระยมทรงกระบือ พระวัชรปาณีทรงครุฑ กําแพง
แก้วล้อมรอบอาคารทั้งสอง โคปุระหรือทางเข้าเพียงแห่งเดียวทางด้านทิศ
ตะวันออก แบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ห้อง ห้องโถงกลางมีขนาดใหญ่ที่สุดใช้เป็นที่
ประดิษฐานพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรประทับยืน และใช้เป็นทางเข้าออกเชื่อม
สู่พื้นที่ภายใน ในส่วนห้องโถงอีก 2 ห้องภายในโคปุระนั้นจะมีลักษณะเป็น
ห้องเล็กๆ ใช้เป็นที่ประดิษฐานเทพชั้นรองต่างๆ
ในส่วนพ้ืนท่ีรักษาพยาบาลนั้นพบว่า มีจํานวนเจ้าหน้าที่ประจํา
โรงพยาบาลที่แตกต่างกันตามขนาดของโรงพยาบาล จากจารึกที่เกี่ยวข้องกับ
อโรคยาศาลที่พบประมาณ 14 แห่ง ระบุจํานวนของเจ้าหน้าที่ไม่เท่ากัน เช่น
จํานวน 98 คน พบท่ีกุฏิฤาษีเมืองพิมาย ที่ถือว่ามีจํานวนเจ้าหน้าที่ท่ีมาก
เทียบเท่ากับที่เมืองพระนครหลวง และจํานวนเจ้าหน้าที่ 50 คน ระบุไว้ที่
จารึกปราสาท ตาเหมือนโต๊จ จังหวัดสุรินทร์ซึ่งถือว่ามีขนาดไม่ใหญ่นัก
10
จึงสันนิษฐานได้ว่าจํานวนเจ้าหน้าที่ในอโรคยาศาลนั้นจะแปรผันไปตาม
ขนาดของโรงพยาบาลที่ไม่เท่ากันและตามขอบเขตให้บริการในแต่ชุมชน
11
นอกจากนี้อโรคยาศาลยังเป็นศูนย์รวมของคนในชุมชนใกล้เคียง โดยเป็น
56 | หน้าจั่ว ฉ. 12 2558
สถานที่รับบริจาคสิ่งของและยา โดยผ่านการถวายแด่พระโพธิสัตว์ไภษัชยคุรุ
ภายในศาสนสถาน และพระเจ้าชัยวรมันท่ี 7 ก็ได้พระราชทานสิ่งของต่างๆ
ที่จําเป็นต่อการดํารงอยู่ของอโรคยาศาล เช่น ข้าวสาร เดือนละ 1,000 ตัน
สมุนไพรรักษาโรคและสิ่งของต่างๆ ที่จําเป็น 36 รายการ ปีละ 3 คร้ัง เป็นต้น
12
ส่วนอาคารรักษาพยาบาลอื่นๆ เช่น เรือนนอน บ้านพักเจ้าหน้าที่ใน
โรงพยาบาล เรือนปรุง และเรือนเก็บยา ส่วนที่รักษาพยาบาลสันนิษฐานว่า
ตั้งไว้ด้านนอกศาสนสถาน เป็นอาคารที่สร้างขึ้นด้วยโครงสร้างไม้จึงไม่ปรากฏ
หลงเหลือให้เห็นในปัจจุบัน จากการศึกษาพบว่าสระน้ําศักดิ์สิทธิ์ประจํา
อโรคยาศาลถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ส่วนรักษาพยาบาล ตําแหน่งที่ตั้งจะอยู่บริเวณ
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของศาสนสถานประจําอโรคยาศาล พบว่าเป็นบ่อน้ํา
ที่มีการกรุขอบบ่อด้วยศิลาแลง โดยแต่ละแห่งจะมีขนาดและความลึกของบ่อ
ที่แตกต่างกันออกไป จากบันทึกโจวต้ากวาน ชาวจีนที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับ
วิถีชีวิตของชาวขอมในช่วงเวลาพุทธศตวรรษที่ 19 ได้กล่าวถึงการรักษาโรค
ด้วยน้ําศักด์ิสิทธิ์นี้ว่า “คนในประเทศทั่วไปมีโรคภัยไข้เจ็บ ส่วนมากจะลงไป
อาบแช่ในน้ําและสระหัวบ่อยครั้งเข้าก็จะหายไปเอง แม้กระนั้นก็ยังมีคนที่เป็น
โรคเร้ือนเป็นอันมาก เรียงรายอยู่ท่ัวไปตามถนนหนทาง ชาวพื้นเมืองแม้จะ
กินจะนอนด้วยกับพวกเหล่านั้น เขาก็มิได้ถือเอาเป็นเรื่องเป็นราว มีผู้กล่าวว่า
ภูมิอากาศของเขาทําให้เกิดโรคนี้ขึ้น เคยมีพระเจ้าแผ่นดินที่เป็นโรคนี้ฉะนั้น
ผู้คนจึงไม่ตั้งข้อรังเกียจแต่อย่างใด ตามความเห็นอันต่ําต้อยของข้าพเจ้านั้น
ก็เห็นว่า เนื่องมาจากบุคคลเหล่านั้นเมื่อประกอบกามกรีฑาแล้วก็ด่วนลงไป
อาบน้ําชําระร่างกาย ในทันทีทันใดจึงเป็นโรคนี้กันขึ้น ข้าพเจ้าได้ยินมาว่าชาว
พื้นเมืองนั้นพอเสพเมถุนเสร็จก็ลงไปอาบน้ําชาระกายด ํ ้วยกันทั้งนั้น ผู้ที่เป็น
โรคบิดมักจะตายเสีย 8 ถึง 9 ใน 10 คน”
13 จากบันทึกดังกล่าวทําให้ทราบว่า
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 นั้นการรักษาโรคบางประเภทมักจะลงไปแช่น้ํารวม
ในบ่อน้ํา ความเชื่อดังกล่าวอาจได้รับอิทธิพลมาจากสระน้ําร้อน “ตโปทา” ใน
ประเทศอินเดียที่ตั้งอยู่ใกล้กับวัดเวฬุวันที่เป็นสายน้ําแร่ที่ไหลมาจากเวภารบรรพต เชื่อว่าเป็นบ่อน้ําศักดิ์สิทธิ์ของท่านชีวกโกมารภัจจ์แพทย์ประจําองค์
ของพระพุทธเจ้า ผู้ใดที่เจ็บป่วยจะพากันมาอาบน้ําศักดิ์สิทธิ์รักษาโรค มี
ซ้าย : แท่งหินบดยาพบ
ระหว่างขุดแต่งปราสาท
ช่างปี่
ที่มา : ห้างหุ้นส่วนจํากัด
ปุราณรักษ์
ขวา : กระเบื้องดินเผาพบ
ระหว่างขุดแต่งปราสาทขอม
พันนา
ที่มา : กรมศิลปากร
หน้าจั่ว ฉ. 12 2558 | 57
พราหมณ์เป็นผู้ดูแล โดยจะแบ่งพื้นที่บริเวณอาบน้ําออกเป็นระดับชั้นต่างๆ
ลดหล่ันกันไปตามฐานะในสังคมหรือตามวรรณะต่างๆ ต้นน้ําจะเป็นผู้คน
ชั้นสูง น้ําจะไหลจากท่อส่งต่อไปยังช้ันต่อๆ ไปของคนระดับต่ําลงไป14
นอกจากนี้การรักษาพยาบาลด้วยวิธีแผนโบราณจําเป็นต้องมีการใช้น้ําเป็น
ส่วนประกอบที่สําคัญ เช่น การบดยา การใช้น้ําในการต้มยาต่างๆ เป็นต้น
ดังจะเห็นได้ว่าสระน้ําศักด์ิสิทธิ์จะมีการออกแบบเป็นขั้นบันไดโดยรอบ จึง
เหมาะแก่การลงไปแช่และนําน้ํามาใช้ในการรักษาพยาบาลได้อย่างทั่วถึง
นอกจากนี้พ้ืนท่ีตั้งของบ่อน้ําศักดิ์สิทธิ์ในแต่ละพื้นท่ีมักจะหาตําแหน่งพื้นท่ีที่
เป็นตาน้ํา เมื่อขุดเจาะลงไปจะมีน้ําผุดขึ้นมาโดยตลอด จึงเชื่อกันว่าน้ําดังกล่าว
เป็นน้ําที่บริสุทธิ์ที่สามารถนํามาใช้ในการรักษาโรคต่างๆได้
วิเคราะห์รูปแบบ การตั้งของอโรคยาศาลได้ 3 รูปแบบ แนวคิดการสร้าง โครงการซีเนี่ยร์คอมเพล็กซ์ ไทย ดร.สมัย เหมมั่น
ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนสถานประจําอโรคยาศาลกับการใช้
พื้นที่ในอดีต (พุทธศตวรรษที่ 18-20)
ถือเป็นช่วงเวลาที่รุ่งเรืองท่ีสุดของอโรคยาศาล ช่วงเวลานี้เริ่มจากการ
สถาปนาอโรคยาศาลท่ีสนองพระราชดําริของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ส่งเสริม
นโยบายการประกันสุขภาพกับการเผยแพร่ศาสนาพุทธแบบมหายานไปทั่ว
พระราชอาณาจักรของพระองค์ จนถึงช่วงเวลาหลังรัชสมัยของพระเจ้า
ชัยวรมันที่ 7 ราวพุทธศตวรรษที่ 20 ที่อโรคยศาลเริ่มขาดการดูแลและ
สนับสนุนจากภาครัฐคือเมืองพระนคร จากการสํารวจภาคสนามอโรคยาศาล
จํานวน 12 แห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทําให้สามารถวิเคราะห์รูปแบบ
การตั้งของอโรคยาศาลได้ 3 รูปแบบ ดังนี้
1. ตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองโบราณที่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่
ช่วงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย พัฒนามาสู่ช่วงสมัยทวารวดีจน
ได้รับวัฒนธรรมขอมเข้ามาในพ้ืนท่ีช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18
ชุมชนโบราณในลักษณะน้ีจะมีขนาดของชุมชนขนาดกลางไปจนถึง
ขนาดใหญ่ มีการตั้งถิ่นฐานมายาวนานต้ังแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์พบโครง
กระดูกโบราณที่แสดงถึงการอยู่อาศัยในพื้นที่นี้มาเป็นระยะเวลายาวนาน
เริ่มแรกจะมีการนับถือศาสนาพุทธเถรวาท บางพื้นที่พบซากสถูปโบราณเป็น
จํานวนมาก เช่น ที่นครจําปาศรีตั้งอยู่ใกล้กับกู่สันตรัตน์จ.มหาสารคาม พบ
ซากโบราณสถานที่เป็นสถูปเจดีย์โบราณเป็นจํานวนมาก ต่อมาเมื่อวัฒนธรรม
ขอมเข้ามาจึงเริ่มรับวัฒนธรรมพราหมณ์ฮินดูเข้ามาผสมผสานกับการนับถือ
พุทธศาสนา พบว่าบางพ้ืนที่จะมีการสร้างเทวาลัยขึ้นภายในเมือง
ชุมชนมีลักษณะแผนผังการตั้งเมืองเป็นรูปวงกลมหรือรูปวงรีสัณฐาน
ของเมืองท่ียังคงปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันในหลายพื้นท่ีมีการขุดคูน้ํารอบ
เมืองเพ่ือใช้ในการเกษตรกรรมภายในชุมชน พบว่าการตั้งถิ่นฐานเริ่มต้น
ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ดอน เมื่อชุมชนเร่ิมขยายตัวในช่วงเวลาต่อมาจึงมีการ
กระจายการตั้งถิ่นฐานออกมาโดยรอบ บางพ้ืนที่มีการขุดคูนาล้ํ ้อมรอบเพ่ิมเติม
จากของเดิมที่มีอยู่เดิม ชุมชนลักษณะนี้จึงเหมาะต่อการสร้างอโรคยาศาลเป็น
อย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นชุมชนใหญ่ที่มีการตั้งถิ่นฐานมาอย่างยาวนาน มีประชากร
ในเมืองเป็นจํานวนมาก จึงมีความจําเป็นต่อการรักษาพยาบาล หากวิเคราะห์
ความสําคัญนัยยะทางการเมืองของพระเจ้าชัยวรมันท่ี 7 ชุมชนใหญ่ดังกล่าว
เป็นพื้นท่ีที่มีความสําคัญทางยุทธศาสตร์หากได้รับประโยชน์จากนโยบายของ
ส่วนกลางแล้วก็จะทําให้เกิดการสร้างความเป็นเป็นปึกแผ่นของอาณาจักรของ
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้อย่างมั่นคงขึ้น
หน้าจั่ว ฉ. 12 2558 | 53
2. ตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองโบราณที่เริ่มมีการตั้งถ่ินฐานขึ้นในช่วง
วัฒนธรรมขอมรุ่งเรือง ราวพุทธศตวรรษที่ 16-18
พบว่าชุนชนในลักษณะนี้จะมีขนาดของชุมชนทั้งขนาดกลางไปจนถึง
ขนาดใหญ่ มีประชากรเป็นจํานวนมาก มีการสร้างปราสาทหรือเทวาลัยใน
เขตพื้นท่ีเมือง บางพื้นท่ีมีการสร้างมากกว่าหนึ่งหลัง ขนาดและรูปแบบทาง
สถาปัตยกรรมของเทวาลัยจะมีลักษณะแตกต่างกันออกไปตามความนิยมของ
ยุคสมัยที่สร้าง บางพื้นท่ีมีรูปแบบการสร้างที่ได้รับวัฒนธรรมมาจากช่างหลวง
จากเมืองพระนครโดยตรง แสดงให้เห็นถึงความสําคัญของเมืองนั้นๆ แต่บาง
พื้นท่ีมีรูปแบบศิลปะพื้นถิ่นเข้ามาผสมผสานกับวัฒนธรรมช่างหลวงซึ่งอาจเป็น
เมืองบริวาร แรกเริ่มประชาชนจะนับถือศาสนพราหมณ์ฮินดูที่ได้รับการ
เผยแพร่มาจากเมืองพระนครทั้งโดยตรงและโดยอ้อม พบว่ามีบางแห่งมีการ
สร้างรูปเคารพทางศาสนาพราหมณ์เป็นจํานวนมาก เช่น พื้นที่ชุมชนโบราณ
เมืองต่ํา จ.บุรีรัมย์และชุมชนเมืองพิมาย จ.นครราชสีมา เป็นต้น นอกจาก
ความเชื่อด้านศาสนาแล้วยังมีการระบบชลประทานที่สําคัญของเมืองเพ่ือ
หล่อเลี้ยงประชากรในเมือง มีการขุดสระนาหร ้ํ ือบารายขนาดใหญ่เพื่อกักเก็บ
น้ําไว้ใช้ในฤดูแล้งหรือเพ่ือใช้ในการเกษตร พบว่ามีการศึกษาเรื่องการ
ชลประทานอย่างเป็นระบบ
ต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 เมื่อมีนโยบายการสถาปนาอโรคยาศาลทั่วพระราชอาณาจักรของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ขึ้น การสร้างอโรคยาศาล
ในพื้นที่ดังกล่าวจึงมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นชุมชนที่มีวัฒนธรรม
ความเชื่อที่ใกล้เคียงและมีความสัมพันธ์ทางด้านการปกครองกับเมืองพระนคร
อย่างใกล้ชิด การสร้างอโรคยาศาลตามชุมชนในลักษณะน้ีมักจะปรากฏว่า
จะสร้างกระจายกันไปตามพ้ืนที่ต่างๆ ในระยะทางที่สามารถสัญจรได้สะดวก
เพื่อที่จะทําให้สามารถรองรับการรักษาของประชาชนได้กว้างขวางมากขึ้น
ดังท่ีเมืองพระนครจะพบว่ามีการสร้างอโรคยาศาลขึ้นบริเวณมุมทั้งสี่ของแนว
กําแพงเมืองที่เมืองพระนครหลวง เพ่ือรองรับการรักษาของประชากรที่อยู่
ภายในเมืองหลวง และบริเวณด้านทิศใต้นอกเมืองพระนครหลวง ห่างกําแพง
เมืองประมาณ 1 กิโลเมตร ตรงเส้นทางสัญจรหลักที่เข้าสู่พระนครหลวง
พบศาสนสถานประจําอโรคยาศาลอีกแห่งมีชื่อว่า ปราสาทตาพรหมเกล สร้าง
ขึ้นเพื่อรองรับการรักษาของประชาชนในพื้นที่นครวัดและชุมชนโดยรอบเขา
พนมบาแค็งที่เป็นราชธานีเดิมของอาณาจักรขอม
ชุมชนในวัฒนธรรมขอมท่ีมีการวางผังที่เชื่อมโยงกับเมืองพระนคร
หลวงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยพบตัวอย่างที่ชัดเจนอีกแห่ง
คือท่ีเมืองพิมาย พบว่ามีการสร้างอโรคยาศาลคือกุฏิฤาษีขึ้นบริเวณทิศใต้นอก
เมืองพิมาย ห่างประตูเมืองประมาณ 1 กิโลเมตร ตรงเส้นทางหลักที่เข้าสู่
เมืองพิมาย เพื่อรองรับการรักษาประชาชนที่มาจากชุมชนโดยรอบ จากการ
วิเคราะห์กรณีศึกษาที่ผ่านมาพบว่า ตําแหน่งที่ต้ังของอโรคยาศาลในกลุ่มนี้
54 | หน้าจั่ว ฉ. 12 2558
มักจะตั้งในพ้ืนที่ที่ใกล้กับชุมชน หรือใกล้กับเทวาลัยที่สําคัญของเมืองท่ีสร้าง
มาก่อนหน้านี้พื้นท่ีตั้งจะต้องตั้งอยู่บริเวณทางสัญจรหลักท่ีสามารถเดินทาง
จากชุมชนหรือพื้นท่ีโดยรอบได้โดยสะดวกเช่นกัน เช่น กุฏิฤาษีหนองบัวราย
ที่ตั้งอยู่เชิงเขาพนมรุ้ง, กุฏิฤาษีบ้านโคกเมือง ที่ใกล้กับปราสาทเมืองต่ํา
จ.บุรีรัมย์และกู่โพนระฆัง ที่ใกล้กับกู่กาสิงห์จ.ร้อยเอ็ด เป็นต้น
3. ตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองชุมทาง จุดเชื่อมต่อของเส้นทางสัญจรหลัก
ทั้งทางบกและทางนา้ํ
ชุมชนในลักษณะนี้เป็นชุมชนที่มีความสําคัญ แม้ว่าขนาดของชุมชน
จะไม่มีขนาดใหญ่มากนักเม่ือเทียบกับ 2 รูปแบบแรกที่ผ่านมา แต่เป็นจุด
เชื่อมต่อที่สําคัญที่สามารถเดินทางไปสู่ชุมชนต่างๆ ได้โดยสะดวก ส่วนใหญ่
เป็นชุมชนที่มีการตั้งถิ่นฐานกระจัดกระจาย มีการรวมกลุ่มแบบหลวมๆ แต่
สามารถสัญจรไปมาหากันได้โดยสะดวก รูปแบบนี้บางพื้นที่จะเป็นชุมชน
โบราณที่อยู่ร่วมสมัยตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ไปจนถึงสมัยพุทธศตวรรษท่ี 18 ที่มีการอยู่อาศัยมาอย่างต่อเนื่อง เช่น พื้นท่ีปรางค์กู่ จ.ชัยภูมิ
และปราสาทโคกงิ้ว จ.บุรีรัมย์แต่บางพื้นท่ีก็เป็นชุมชนที่เกิดขึ้นในช่วง
พุทธศตวรรษท่ี 15-18 เช่น ชุมชนกู่ประภาชัย จ.ขอนแก่น และกู่คันธนาม
จ.ร้อยเอ็ด
จะพบว่าตําแหน่งท่ีตั้งของอโรคยาศาลในกลุ่มน้ีมักจะต้ังบริเวณทาง
สัญจร หรือชุมทางหลักท่ีเชื่อมต่อไปสู่เมืองใหญ่ สามารถเดินทางเชื่อมระหว่าง
อโรคยาศาลในแต่ละแห่งได้โดยสะดวก พบว่าไม่ค่อยอิงกับพื้นท่ีชุมชนหลัก
มากเท่าท่ีควร สาเหตุสันนิษฐานได้ว่ามาจากเพื่อการกระจายความเจริญ และ
ประสิทธิภาพในรองรับการรักษาพยาบาลไปสู่ชุมชนต่างๆ ได้โดยทั่วถึงตาม
ปณิธานของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
ในส่วนการวิเคราะห์การใช้พื้นที่อโรคยาศาล สามารถแบ่งพื้นท่ีใช้
สอยได้เป็น 2 ส่วน คือส่วนพ้ืนที่ศาสนสถานประจําอโรคยาศาล พื้นที่นี้เป็น
พื้นท่ีหลงเหลือให้เห็นมากที่สุดในปัจจุบัน ที่ประกอบไปด้วยปราสาทประธาน
โคปุระ บรรณาลัย กําแพงแก้ว กับพื้นท่ีส่วนท่ี 2 คือพ้ืนที่ส่วนรักษาพยาบาล
ปัจจุบันเหลือเพียงส่วนสระนาศ้ํ ักดิ์สิทธิ์เท่านั้น โรงเรือนรับรองต่างๆ พื้นที่
ส่วนนี้ไม่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน
พื้นท่ีส่วนศาสนสถานประจําอโรคยาศาลถือเป็นพื้นที่ที่มีความสําคัญ
ที่สุดในอโรคยาศาล เป็นการสร้างถวายแด่เทพที่ประดิษฐานภายใน จึงสร้าง
ด้วยวัสดุที่คงทนถาวร เช่น ศิลาแลงและหินทราย เป็นต้น จากการสํารวจพื้นที่
กรณีศึกษาท้ัง 12 แห่งที่ผ่านมาพบว่า ในแต่ละแห่งนั้นมีรูปแบบสถาปัตยกรรม
เทคนิคการก่อสร้าง รวมถึงขนาดของตัวศาสนาสถานประจําอโรคยาศาลที่
ต่างกันเล็กน้อย ทั้งหมดยังคงลักษณะรูปแบบที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน การ
สร้างอโรคยาศาลบางแห่งสันนิษฐานว่าสร้างด้วยช่างจากเมืองพระนคร
รูปแบบสถาปัตยกรรมก็จะมีลักษณะและลวดลายการแกะสลักที่สวยงามตาม
หน้าจั่ว ฉ. 12 2558 | 55
แบบฉบับช่างหลวง เช่น ที่ปรางค์กู่ จ.ชัยภูมิที่พบทับหลังศิลปะบายนรูปแบบ
ใกล้เคียงกับที่ปราสาทพระขรรค์ในเมืองพระนคร และภาพแกะสลักบริเวณ
หน้าบันปราสาทประธาน และอาคารบรรณาลัยที่เป็นเรื่องราวของพระโพธิสัตว์
อวโลกิเตศวรและเรื่องราวพุทธประวัติมีเทคนิคการแกะสลักใกล้เคียงกับท่ี
ปรากฏในอโรคยาศาลท่ีเมืองพระนครหลวง บางแห่งก็มีการสร้างผสมผสาน
ไปกับลักษณะของท้องถิ่น แต่ยังคงรูปแบบมาตรฐานของศาสนสถานประจาํ
อโรคยาศาลไว้อย่างครบถ้วน แม้จะไม่พบการแกะสลักลวดลายใดๆ ในตัว
ปราสาทและอาคารประกอบเลยก็ตาม บางพื้นท่ีพบว่ามีการนําองค์ประกอบ
ประดับอาคารที่มีรูปแบบสมัยที่อยู่ก่อนหน้านี้ไปใช้ในการก่อสร้างศาสนสถาน
ประจําอโรคยาศาล เช่น ทับหลังสมัยบาปวนที่พบบริเวณปราสาทสระกําแพง
น้อย จ.ศรีสะเกษ หรือนาคมุมศิลปะบาปวนประดับอยู่บริเวณเรือนธาตุตัว
ปราสาทที่ปราสาทช่างปี่ จ.สุรินทร์และกุฏิฤาษีบ้านโคกเมือง จ.บุรีรัมย์
เป็นต้น สันนิษฐานว่าองค์ประกอบดังกล่าวอาจถูกเคลื่อนย้ายมาจากพื้นที่
ปราสาทใกล้เคียงโดยรอบที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว แล้วนํามาติดต้ังใหม่ที่
ศาสนสถานประจําอโรคยาศาลนั้น เพ่ือเป็นการประหยัดเวลาและความ
สะดวกในการสร้าง
อโรคยาศาล ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งเมืองพระ นครหลวง อาณาจักรขอมโบราณ มูลเหตุในการสร้างเพื่อใช้เป็นโรงพยาบาล ประจําชุมชน พบจํานวน 30 แห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
Abstract
Arogayasalas were built by Jayavarman VII, King of Khmer
empire, around 19th Buddhist century. The objective of
Arogayasala was to provide space for medical treatment for
the community. Around 30 Arogayasalas were discovered in
the northeastern region of Thailand. At present, evidence of
Arogayasala is only its Chapel with standard elements. Its design
represents medical treatment beliefs and religious worship
concepts. Chapel of Arogayasala was built by laterite and
sandstone. It is presumed that the medical treatment building
was wood pavilion construction therefore its evidence is
unidentified.
This paper presents the change of Chapel of Arogayasala’s
usage patterns by classify the analysis into three sessions. The
first session is the usage pattern in the part period. It was found
that there were two main areas. The first area was religious area,
หน้าจั่ว ฉ. 12 2558 | 49
Chapel of Arogayasala, which had many holy images on the
sides. The second area was medical treatment area which was
located on the north, outside the enclosure wall. The scope of
medical treatment was extended to the surrounding community
within a walking distance.
The second session is the usage pattern in the
overlapping period around 21st -24th Buddhist century. It was
found that there was a new settlement in this area. The new
ethnic still had faith in original monastery. The usage patterns
of the Chapel of Arogayasals had been changed to Theravada
Buddhism monastery. The new temples were built in this area.
The new Buddha images were placed inside. People believed
that this sacred area was the living place of the ancestral spirits
or local gods. Therefore, no one occupied the place of worship
for personal usage.
The final session is the usage pattern in the present time.
Chapel of Arogayasalas has monument. It has been used for
special activities, such as, Srung-Ku ceremony and Worship
ceremony, which have been held every year. The number of
activities and its format are varied based on to the size of the
community and host of the event .The activities is usually held
annually on the Waxing (full moon) 15 evening of the 5th month
according to the Thai lunar calendar.
ความสําคัญของอโรคยาศาล
อโรคยาศาลถูกสถาปนาขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เพ่ือให้เป็น
โรงพยาบาลประจําชุมชน ข้อความจากจารึกปราสาทตาพรหมที่เมืองพระนคร
ประเทศกัมพูชาพบว่า มีการสร้างอโรคยาศาลขึ้นโดยรอบราชอาณาจักรของ
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ท้ังสิ้นเป็นจํานวน 102 แห่ง
4 ปัจจุบันต้ังกระจายอยู่ตาม
พื้นท่ีต่างๆ ทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และบางส่วนของ
พื้นท่ีประเทศกัมพูชา
สามารถวิเคราะห์ข้อสันนิษฐานวัตถุประสงค์ของการสร้างอโรคยาศาล
ได้ดังนี้
วัตถุประสงค์ท่ี 1 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระองค์ทรงกําลังบาเพ ํ ็ญ
โพธิสัตว์บารมีเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ในโลกให้พ้นทุกข์ตามคติความเชื่อของ
50 | หน้าจั่ว ฉ. 12 2558
พุทธศาสนามหายาน หรือเชื่อว่าพระองค์ประชวรเป็นโรคเร้ือน เหตุผลท่ี
พระองค์ทรงสถาปนาอโรคยาศาลทั่วราชอาณาจักรอาจเป็นเพราะพระองค์
ทรงมุ่งหวังว่าการบําเพ็ญพระกุศลในครั้งนี้จะช่วยให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
5
ทั้ง 2 มูลเหตุอาจมีการตีความที่แตกต่างกัน แต่การสถาปนาอโรคยาศาลของ
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ก็ถือเป็นนโยบายท่ีสําคัญในรัชสมัยของพระองค์เป็นการ
กระจายหลักประกันสุขภาพไปสู่ประชาชน ถือเป็นการถวายทานครั้งยิ่งใหญ่
ที่เป็นกุศโลบายไปพร้อมกับการเผยแพร่พุทธศาสนาที่สําคัญ รวมถึงเป็นการ
สร้างความเป็นปึกแผ่นของอาณาจักร ในจารึกกุฏิฤาษีเมืองพิมาย ได้บรรยาย
ความเกี่ยวกับวัตถุประสงค์การสถาปนาอโรคยาศาลไว้ว่า “โรคที่เกิดขึ้นกับ
ประชาชนก็เหมือนเกิดขึ้นแก่องค์พระราชา ในฐานะเป็นเจ้าเมือง ฉะนั้น
หลังจากปราบกลียุคแล้วพระองค์จึงได้รวบรวมแพทย์หลวงจัดสร้างสถาน
พยาบาลเพ่ือขจัดโรคของประชาชน”
วัตถุประสงค์ท่ี 2 การสร้างศาสนสถานเพ่ือประดิษฐานรูปพระ
โพธิสัตว์ไภษัชยสุคต หรือเป็นวิหารสําหรับพระเจ้า เปรียบเสมือนสถานที่
รักษาทางจิตใจเพื่อให้ผู้คนเข้ามาขอพร ถือเป็นการเผยแพร่ศาสนาพุทธแบบ
มหายานท่ีพระองค์ทรงศรัทธาไปท่ัวพระราชอาณาจักร ถือเป็นการเปลี่ยน
แปลงความเชื่อดั้งเดิมที่มีอยู่ที่แต่เดิมน้ันพระมหากษัตริย์ในเมืองพระนคร
และประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาหลัก พบจารึกที่มี
การกล่าวถึงอโรคยาศาลกว่า 10 หลักท่ีปรากฏข้อความใกล้เคียงกัน ที่บ่งชี้ถึง
ลักษณะรูปเคารพภายในศาสนสถานประจําอโรคยาศาลของพระเจ้าชัยวรมัน
ที่ 7 ว่า “พระองค์ทรงได้สร้างโรงพยาบาลและรูปพระโพธิสัตว์ไภษัชยสุคต
พร้อมด้วยรูปพระชิโนรสทั้งสองโดยรอบ เพื่อความสงบแห่งโรคของประชาชน
ตลอดไป พระองค์ได้สร้างโรงพยาบาลนี้และรูปพระโพธิสัตว์ไภษัชยสุคต
พร้อมด้วยวิหารของพระคุรุ”
6
รูปเคารพดังกล่าวถูกขุดพบในระหว่างการ
บูรณะอโรคยาศาลเป็นจํานวนมาก โดยรูปเคารพท่ีพบในแต่ละแห่งจะมี
รูปแบบและประติมานวิทยาที่ใกล้เคียงกัน เป็นรูปแบบศิลปะสมัยบายน
สันนิษฐานได้ว่าการสร้างรูปเคารพดังกล่าวนั้นคงมีพิธีการสร้างอยู่ในเมือง
พระนคร เมื่อสร้างเสร็จพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ก็โปรดพระราชทานไปประดิษฐาน
ที่ศาสนสถานประจําอโรคยาศาลตามที่ต่างๆ ทั่วพระราชอาณาจักร
ซ้าย : พระโพธิสัตว์ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา และพระ
ชิโนรสทั้งสอง องค์จําลอง
ที่ปราสาทพลสงคราม
จังหวัดนครราชสีมา
ที่มา : ทนงศักดิ์ หาญวงศ์
ขวา : พระโพธิสัตว์ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาและพระ
ชิโนรสทั้งสองสําริด พบที่
ปราสาทบันทายฉมาร์
ประเทศกัมพูชา
ที่มา : Peter D. Sharrock
et al, Banteay Chhmar,
Twin hub of the Khmer
Empire (Bangkok : River
Books Co., Ltd., 2015).
พระสุริยะไวโรจนะ? พบ
ระหว่างขุดแต่งปราสาท
ช่างปี่ จังหวัดสุรินทร์ใน
พ.ศ. 2554
ที่มา : ห้างหุ้นส่วนจํากัด
ปุราณรักษ์
หน้าจั่ว ฉ. 12 2558 | 51
ในส่วนของรูปแบบศาสนสถานประจําอโรคยาศาลนั้น ท่ีปรากฏให้
เห็นอยู่ในปัจจุบันจะมีลักษณะที่เป็นมาตรฐาน แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนในส่วน
รายละเอียดองค์ประกอบบางอย่างในแต่ละแห่งเล็กน้อย ตามลักษณะการใช้
งานในแต่ละพ้ืนที่ รวมถึงขนาดของศาสนสถานประจําโรงพยาบาล และ
โรงเรือนท่ีรักษาจะมีขนาดที่แตกต่างกัน โดยจะสัมพันธ์กับขนาดของพื้นที่
ชุมชนที่ให้บริการ ในส่วนรูปแบบมาตรฐานของศาสนสถานประจําอโรคยาศาล
จะประกอบไปด้วย ปราสาทประธานหน่ึงหลังตั้งอยู่กลางพ้ืนท่ี บรรณาลัย
ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปราสาทประธาน อาคารทั้งสองจะ
ถูกล้อมรอบด้วยกําแพงแก้ว มีทางเข้าออกหรือโคปุระด้านทิศตะวันออกเพียง
แห่งเดียว ภายนอกทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือจะมีสระน้ําประจําศาสนสถานขนาดเล็ก
7
ส่วนโรงเรือนรักษาพยาบาลที่ปรากฏในจารึก เช่น เรือน
นอน บ้านพักเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล เรือนปรุงและเรือนเก็บยา จากการ
ขุดแต่งพ้ืนท่ีบริเวณกู่สันตรัตน์พบว่า พื้นที่ด้านทิศเหนือนอกแนวกําแพงแก้ว
จะพบฐานหลุมเสา สันนิษฐานว่าเป็นฐานของกลุ่มอาคารเคร่ืองไม้ของอาคาร
รักษาพยาบาล
8
อโรคยาศาลจึงถือเป็นหน่ึงในกลุ่มปราสาทชุมชนในสายวัฒนธรรม
ขอมที่สําคัญ เปรียบเสมือนการรวมพื้นท่ีที่ใช้รักษาผู้ป่วยทั้งด้านร่างกายและ
จิตใจควบคู่กันไป เป็นการรักษาโรคแบบแผนโบราณผสมผสานความสัมพันธ์
ของความเชื่อต่อการเคารพพระพุทธเจ้า แม้ว่าตัวอาคารท่ีปรากฏให้เห็นจะมี
ขนาดเล็ก แต่จากรูปแบบที่เป็นมาตรฐานและรูปเคารพประดิษฐานภายใน
ที่สอดคล้องกับแนวความคิดในการสร้างเพื่อใช้บําบัดโรคภัยไข้เจ็บให้แก่
ประชาชน จึงทาให ํ ้พื้นท่ีดังกล่าวเปรียบเสมือนศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน
ในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี
รูปแบบธุรกิจบ้านพักและดูแลผู้สูงอายุใน ประเทศ ออสเตรเลีย แบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ
รูปแบบธุรกิจบ้านพักและดูแลผู้สูงอายุในออสเตรเลียแบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ
1. Residential Aged Care
Residential Aged Care หรือ สถานดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งในปี 2557 มีผู้ประกอบการทั้งหมด 1,016 ราย
ด าเนินการให้บริการ Residential Aged Care ทั้งหมด 189,283 แห่งทั่วประเทศ และได้ด าเนินการให้บริการ
ผู้สูงอายุมากกว่า 163,000 คน ซึ่งด าเนินการโดยภาคเอกชน 37% รัฐบาล 5% และ Not-for-profit sector 58%
โดยที่พักอาศัยประเภทนี้จะประกอบด้วย การบริการและการอ านวยความสะดวกให้แก่ผู้สูงอายุในทุกๆ ด้าน ไม่ว่า
จะเป็นการให้บริการทั่วไปในชีวิตประจ าวัน เช่น บริการซักและท าความสะอาดเสื้อผ้าเครื่องใช้ และการช่วยเหลือ
ผู้สูงอายุส าหรับการท ากิจกรรมประจ าวัน เช่น การแต่งตัว การรับประทานอาหาร พาไปเข้าห้องน้ า รวมทั้งการให้
การดูแลทางการแพทย์แก่ผู้สูงอายุด้วย ที่พักอาศัยประเภทนี้จึงมีไว้ส าหรับผู้สูงอายุที่มีความจ าเป็นที่จะต้องได้รับ
การดูแลในทางร่างกาย การแพทย์ จิตใจ และในการด าเนินชีวิตประจ าวัน
ในปี 2559 อัตราค่าใช้จ่ายโดยประมาณของ Residential Aged Care ส าหรับการดูแลแบบขั้นพื้นฐาน
(Basic Daily Fee) อยู่ที่ 48.25 เหรียญออสเตรเลียต่อวัน หรือ 1,255 บาทต่อวัน
2. Home Care Service
Home Care Service หรือ การให้บริการดูแลและอ านวยความสะดวกในด้านต่างๆ แก่ผู้สูงอายุที่พัก
อาศัยอยู่ที่บ้านของตนเอง โดยจะมีทีมงานมาให้บริการถึงที่บ้านเพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถด าเนินชีวิตเป็นปรกติที่
บ้านของตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการทั่วไปในชีวิตประจ าวัน เช่น บริการซักและท าความสะอาดเสื้อผ้า
เครื่องใช้ ดูแลรักษาสวน บริการรถรับส่ง และการช่วยเหลือผู้สูงอายุส าหรับการท ากิจกรรมประจ าวัน เช่น การ
แต่งตัว การรับประทานอาหาร พาไปเข้าห้องน้ า รวมทั้งการให้การดูแลทางการแพทย์แก่ผู้สูงอายุด้วย
ในปี 2557 มีผู้ประกอบการทั้งหมด 504 ราย ซึ่งด าเนินการให้บริการด้าน Home Care Service ทั้งหมด
66,149 แห่งทั่วออสเตรเลีย ซึ่งด าเนินการโดยภาคเอกชน 10% รัฐบาล 9% และ Not-for-profit sector 81%
ซึ่ง Home Care Service ถือว่าเป็นธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 13% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าธุรกิจบ้านพักแบบ
Residential Aged Care เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่ต่ ากว่าและความต้องการของผู้สูงอายุที่อยากได้รับการรักษาและ
ดูแลที่บ้านของตนเองแทนที่อื่น
ในปี 2559 อัตราค่าใช้จ่ายโดยประมาณของ Home Care Service ส าหรับการดูแลแบบขั้นพื้นฐาน
(Basic Daily Fee) อยู่ที่ 13.90 ดอลล่าร์ออสเตรเลียต่อวัน หรือ 361 บาทต่อวัน
3. Retirement Village
Retirement Village หรือ หมู่บ้านผู้สูงอายุแบบครบวงจร ซึ่งให้บริการด้านที่พัก โดยมีการออกแบบ
สถานที่พัก สภาพแวดล้อมและสิ่งอ านวยความสะดวกที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ รวมถึงการให้บริการทางการแพทย์
และการดูแลช่วยเหลือในด้านต่างๆ อีกทั้งสิ่งอ านวยความสะดวกและศูนย์บริการต่างๆ ครบถ้วนอยู่ในโครงการ
เช่น บ้านแต่ละหลังจะมีสัญญาณเตือนไปยังสถานีพยาบาล/ส่วนดูแลกลาง มีการท าทางลาดคู่กับบันได การท าราว
จับตามทางเดินในตัวบ้าน และสถานที่อ านวยความสะดวกและกิจกรรมสันทนาการต่างๆ เช่น สระว่ายน้ า สปอร์ต
คลับ และ ห้องซาวน่า เป็นต้น
ในปี 2557 มีผู้ประกอบการทั้งหมด 2,160 ราย ซึ่งด าเนินการให้บริการ Retirement Village ทั้งหมด
112,296 แห่งทั่วประเทศ และได้ด าเนินการให้บริการผู้สูงอายุมากกว่า 184,000 คน
อัตราค่าใช้จ่ายของ Retirement Village จะขึ้นอยู่กับท าเลที่ตั้งของบ้านพัก สิ่งอ านวยความสะดวก อายุ
และระดับการดูแลที่ต้องการ ตัวอย่างเช่น Retirement Village ขนาด 2 ห้องนอน ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง Sydney
จะมีค่าแรกเข้าอยู่ที่ 1 – 2 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (26 – 52 ล้านบาท) ส่วนบ้านที่ตั้งอยู่ชานเมืองจะมีค่าแรกเข้า
อยู่ที่ 200,000 - 400,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (5.2 - 10.4 ล้านบาท) และมีค่าใช้จ่ายส่วนกลางอีกประมาณ 350
ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อเดือน (9,100 บาทต่อเดือน)
โครงการ ซีเนี่ยร์คอมเพล็กซ์ที่น่าอยู่ ดร.สมัย ไทยเพิ่มสุข กับ10 วิธีดูแลบ้านอย่างไรให้ปลอดภัยจากเชื้อโควิด
10 วิธีดูแลบ้านอย่างไรให้ปลอดภัยจากเชื้อโควิด
ต้องหมั่นทำความสะอาดบ้านสม่ำเสมอ โดยเฉพาะพื้นที่หรือบริเวณที่ต้องใช้บ่อย ห้องนั่งเล่น ห้องนอน ต้องมีการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อหรือเช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างสม่ำเสมอ
เช็ดและทำความสะอาดเครื่องอุปกรณ์ใช้งานภายในบ้าน ที่อาจถูกมือสมาชิกภายในบ้านสัมผัสเป็นประจำ เช่น โต๊ะ สวิทช์ไฟ ลูกบิดประตู รีโมททีวี เหล่านี้ เป็นต้น
ควรเปิดประตูหน้าต่างให้มีอากาศถ่ายเท ไม่ให้เกิดการเก็บสะสมความชื้น ซึ่งความชื้นจะเป็นแหล่งเพราะเชื้อไวรัสได้ค่อนข้างสูง อุณหภูมิความร้อนจากภายนอก จะช่วยฆ่าเชื้อและป้องกันการระบาดของเชื้อได้
งดเว้นการใช้ แก้วน้ำ ชาม จาน ช้อนและอุปกรณ์โต๊ะอาหารร่วมกัน ควรแยกอุปกรณ์ของใครของมัน ไม่ควรใช้ประปนกัน หากจำเป็นต้องร่วมโต๊ะรับประทานกัน ควรเว้นระยะห่างระหว่างนั่งรับประทานอาหารร่วมกันอย่างน้อย 1-2 เมตร
เสื้อผ้าและเครื่องนอน ควรมีการฆ่าเชื้อด้วยการนำไปต้มหรือแช่น้ำร้อนที่อุณหภูมิความร้อนสูงหน่อยก่อนนำไปซักตาก เนื่องจากเสื้อผ้าและเครื่องนอนอาจมีคราบปนเปื้อนของน้ำมูก น้ำลายและเสมหะ หากไม่ฆ่าเชื้อก่อนแล้วนำไปซักรวมกันอาจเกิดการแพร่กระจายของเชื้อได้
ทำความห้องน้ำให้สะอาดหลังการใช้ห้องน้ำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อสม่ำเสมอ เช่น ก๊อกน้ำ ซิงค์น้ำ ชักโครก และภายหลังการใช้ห้องน้ำเสร็จทุกครั้ง ควรล้างมือให้สะอาดก่อนออกจากห้องน้ำ
การทิ้งขยะภายในบ้าน ต้องทิ้งและจัดเก็บด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะกระดาษชำระใช้แล้ว ที่อาจมีคราบน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ อย่าให้มือไปสัมผัสโดนอย่างเด็ดขาด ควรสวมถุงมือระหว่างการเก็บขยะเพื่อนำไปทิ้งยังถังขยะนอกบ้าน
สมาชิกภายในบ้านไม่ควรออกไปไหนหรือไปพบประกับผู้ใดโดยไม่จำเป็น ไม่ว่าจะพบกับคนเดียวหรือไปพบคนเป็นหมู่คณะ ระหว่างที่ยังมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โดยเฉพาะการไปพบปะผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานอ่อนแอ
สมาชิกภายในบ้าน ที่จำเป็นต้องเดินทางไปทำภารกิจนอกบ้านและจะกลับมาบ้าน ต้องมีมาตรการป้องกันการติดเชื้อที่เข้มงวด เช่น การเว้นระยะห่างทางสังคม การสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ทำความสะอาดมือด้วยน้ำยาทำความสะอาด ตรวจวัดอุณหภูมิ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ติดเชื้อกลับมาบ้าน
การอยู่อาศัยร่วมกันภายในบ้าน ควรตรวจวัดอุณหภูมิบ่อยๆ ควรเว้นระยะห่างระหว่างการสนทนา สวมหน้ากากอนามัย หรืออาจสวมใส่เฟซชิลด์ก็จะยิ่งดี หลีกเว้นการสัมผัสตัวกันหรือไอ จาม ภายในบ้าน หากพบสมาชิกคนใดสงสัยว่าจะติดเชื้อต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
หากสมาชิกทุกคนภายในบ้าน ต่างคนต่างร่วมกันดูแลรับผิดชอบตัวเองอย่างดี และระมัดระวังดูแลตัวเองอยู่ตลอดเวลา คำนึงถึงความปลอดภัยของสมาชิกทุกคนภายในบ้าน ไม่ทำอะไรที่เป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะติดเชื้อและนำมาสู่การติดต่อสู่คนภายในบ้าน ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวด ก็เชื่อว่าบ้านจะอยู่ในสภาพที่ปลอดภัยจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่ว่าสถานการณ์นอกบ้านจะรุนแรงเพียงใด บ้านจะเป็นที่พักพิงที่ปลอดภัย ปราศจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอย่างแน่นอน
SMART ใส่ใจด้านสุขอนามัยของลูกบ้านทุกโครงการ เรามีการจัดเตรียมเจลล้างมือแอกอฮอล์ไว้บริการลูกบ้านและพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อบริเวณพื้นที่ส่วนกลาง หากคุณต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรการการดูแลรักษาความสะอาดในโครงการที่ SMART เข้ามาช่วยจัดการบริหารนิติบุคคล โทรหาเราวันนี้ 02-261-7788
ต้องหมั่นทำความสะอาดบ้านสม่ำเสมอ โดยเฉพาะพื้นที่หรือบริเวณที่ต้องใช้บ่อย ห้องนั่งเล่น ห้องนอน ต้องมีการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อหรือเช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างสม่ำเสมอ
เช็ดและทำความสะอาดเครื่องอุปกรณ์ใช้งานภายในบ้าน ที่อาจถูกมือสมาชิกภายในบ้านสัมผัสเป็นประจำ เช่น โต๊ะ สวิทช์ไฟ ลูกบิดประตู รีโมททีวี เหล่านี้ เป็นต้น
ควรเปิดประตูหน้าต่างให้มีอากาศถ่ายเท ไม่ให้เกิดการเก็บสะสมความชื้น ซึ่งความชื้นจะเป็นแหล่งเพราะเชื้อไวรัสได้ค่อนข้างสูง อุณหภูมิความร้อนจากภายนอก จะช่วยฆ่าเชื้อและป้องกันการระบาดของเชื้อได้
งดเว้นการใช้ แก้วน้ำ ชาม จาน ช้อนและอุปกรณ์โต๊ะอาหารร่วมกัน ควรแยกอุปกรณ์ของใครของมัน ไม่ควรใช้ประปนกัน หากจำเป็นต้องร่วมโต๊ะรับประทานกัน ควรเว้นระยะห่างระหว่างนั่งรับประทานอาหารร่วมกันอย่างน้อย 1-2 เมตร
เสื้อผ้าและเครื่องนอน ควรมีการฆ่าเชื้อด้วยการนำไปต้มหรือแช่น้ำร้อนที่อุณหภูมิความร้อนสูงหน่อยก่อนนำไปซักตาก เนื่องจากเสื้อผ้าและเครื่องนอนอาจมีคราบปนเปื้อนของน้ำมูก น้ำลายและเสมหะ หากไม่ฆ่าเชื้อก่อนแล้วนำไปซักรวมกันอาจเกิดการแพร่กระจายของเชื้อได้
ทำความห้องน้ำให้สะอาดหลังการใช้ห้องน้ำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อสม่ำเสมอ เช่น ก๊อกน้ำ ซิงค์น้ำ ชักโครก และภายหลังการใช้ห้องน้ำเสร็จทุกครั้ง ควรล้างมือให้สะอาดก่อนออกจากห้องน้ำ
การทิ้งขยะภายในบ้าน ต้องทิ้งและจัดเก็บด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะกระดาษชำระใช้แล้ว ที่อาจมีคราบน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ อย่าให้มือไปสัมผัสโดนอย่างเด็ดขาด ควรสวมถุงมือระหว่างการเก็บขยะเพื่อนำไปทิ้งยังถังขยะนอกบ้าน
สมาชิกภายในบ้านไม่ควรออกไปไหนหรือไปพบประกับผู้ใดโดยไม่จำเป็น ไม่ว่าจะพบกับคนเดียวหรือไปพบคนเป็นหมู่คณะ ระหว่างที่ยังมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โดยเฉพาะการไปพบปะผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานอ่อนแอ
สมาชิกภายในบ้าน ที่จำเป็นต้องเดินทางไปทำภารกิจนอกบ้านและจะกลับมาบ้าน ต้องมีมาตรการป้องกันการติดเชื้อที่เข้มงวด เช่น การเว้นระยะห่างทางสังคม การสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ทำความสะอาดมือด้วยน้ำยาทำความสะอาด ตรวจวัดอุณหภูมิ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ติดเชื้อกลับมาบ้าน
การอยู่อาศัยร่วมกันภายในบ้าน ควรตรวจวัดอุณหภูมิบ่อยๆ ควรเว้นระยะห่างระหว่างการสนทนา สวมหน้ากากอนามัย หรืออาจสวมใส่เฟซชิลด์ก็จะยิ่งดี หลีกเว้นการสัมผัสตัวกันหรือไอ จาม ภายในบ้าน หากพบสมาชิกคนใดสงสัยว่าจะติดเชื้อต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
หากสมาชิกทุกคนภายในบ้าน ต่างคนต่างร่วมกันดูแลรับผิดชอบตัวเองอย่างดี และระมัดระวังดูแลตัวเองอยู่ตลอดเวลา คำนึงถึงความปลอดภัยของสมาชิกทุกคนภายในบ้าน ไม่ทำอะไรที่เป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะติดเชื้อและนำมาสู่การติดต่อสู่คนภายในบ้าน ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวด ก็เชื่อว่าบ้านจะอยู่ในสภาพที่ปลอดภัยจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่ว่าสถานการณ์นอกบ้านจะรุนแรงเพียงใด บ้านจะเป็นที่พักพิงที่ปลอดภัย ปราศจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอย่างแน่นอน
SMART ใส่ใจด้านสุขอนามัยของลูกบ้านทุกโครงการ เรามีการจัดเตรียมเจลล้างมือแอกอฮอล์ไว้บริการลูกบ้านและพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อบริเวณพื้นที่ส่วนกลาง หากคุณต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรการการดูแลรักษาความสะอาดในโครงการที่ SMART เข้ามาช่วยจัดการบริหารนิติบุคคล โทรหาเราวันนี้ 02-261-7788
อาการเบื้องต้นที่สังเกตได้จากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า หรือ "COVID-19" มีดังนี้ และ การวางแผนการอยู่อาศัยใน ซีเนียร์คอมเพล็ก ดร.สมัย ไทยเพิ่มสุข จำกัด
หากท่านมีอาการ
มีไข้สูงมากกว่า 37.5 องศา, ไอ, เจ็บคอ, ครั่นเนื้อครั่นตัว, อ่อนเพลีย, หายใจเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก ควรรีบมาพบแพทย์ด่วน!!!!
ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า COVID-19 | โควิด19 ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ มีความรุนแรงเทียบเท่ากับโรคซาร์สมากที่สุด ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปอดอักเสบรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้ องค์การอนามัยโลก ยังไม่สามารถหาที่มาของเชื้ออย่างชัดเจนได้ แต่สันนิษฐานว่าอาจจะมาจากเนื้อสัตว์ป่าที่ซื้อขายอยู่ และปัจจุบันเชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้แล้ว จากการถูกไอ จาม หรือสัมผัสกับสารคัดหลั่งของคนที่ป่วย ดังนั้น เราควรดูแลตนเองเพื่อให้ร่างกายห่างไกลจากเชื้อไวรัสโคโรน่า โดยมีวิธีการรับมือ ดังนี้
เชื้อไวรัสนี้ติดต่อผ่านทางลมหายใจ สารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย ควรใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน
เชื้อไวรัสโคโรน่าติดต่อในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว ควรทานแบบสุกเท่านั้น
ควรทานอาหารที่สุกแล้ว งดอาหารดิบ และเนื้อสัตว์ป่า
หมั่นล้างมือหรือเช็ดด้วยแอลกอฮอล์
ไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยที่ไอ จาม
หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด และมีมลภาวะเป็นพิษ
งดเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงโรคระบาด
ไม่นำมือมาสัมผัสตา จมูก ปาก ถ้าไม่จำเป็น
ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ฯลฯ
ถ้ามีอาการไข้ มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ ปวดหัว อ่อนเพลีย หายใจเหนื่อยหอบ ให้สวมหน้ากากอนามัย และรีบไปพบแพทย์ทันที!!! ปรึกษาแพทย์ คลิก
อาการเบื้องต้นที่สังเกตได้จากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า หรือ "COVID-19" มีดังนี้
มีไข้สูง > 37.5 องศา
ไอแห้งๆ ไอแบบมีเสมหะ
เจ็บคอ
ครั่นเนื้อครั่นตัว
หายใจเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก
หากมีอาการดังกล่าว รีบไปพบแพทย์ทันที!!! ปรึกษาแพทย์ คลิก
หลายท่านต่างสงสัยว่า อาการแบบใดบ้างที่เป็นสัญญาณเตือนว่าตนเองเสี่ยงติดเชื้อ COVID-19 โดยทางผู้เชี่ยวชาญ WHO ได้สรุปอาการที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยจากโรคติดเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 หรือ COVID-19 ไว้ดังนี้
ผู้ป่วย COVID-19 จะมีอาการอย่างไร?
88% มีไข้
68% ไอแห้งๆ
38% ไม่มีเรี่ยวแรง
33% ไอแบบมีเสมหะ
18% หายใจลำบาก
14% เจ็บคอ
14% ปวดหัว
14% ปวดกล้ามเนื้อ
11% หนาวสั่น
อาการที่พบน้อย ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน คัดจมูก ท้องเสีย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก สวทช. https://www.nstda.or.th/th/nstda-knowledge/13061-who-china-joint-mission
คุณกำลังมีอาการเหล่านี้อยู่หรือไม่ หากพบว่ามีอาการไข้สูงร่วมกับอาการระบบทางเดินหายใจ ควรพบแพทย์ทันที ด้วยความห่วงใย จากโรงพยาบาลศิครินทร์ #เคียงข้างคุณ ทุกช่วงของชีวิต
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)










































































